posttoday
การเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมภายใต้นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

การเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมภายใต้นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

08 สิงหาคม 2557

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสภาพการณ์ใหม่ ทำให้ภาคส่งออกของไทยประสบปัญหา ประเทศไทยจำเป็นต้องแสวงหาโมเดลใหม่ในการพัฒนาที่จะต้องมีการเติบโตแบบมีพลวัต มีความเป็นธรรมทางสังคมและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยมุ่งสู่การยกระดับของประเทศไทยให้พ้น “กับดักของประเทศรายได้ปานกลาง” (Middleincome trap) โมเดลในการพัฒนาใหม่น่าจะมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสภาพการณ์ใหม่ ทำให้ภาคส่งออกของไทยประสบปัญหา ประเทศไทยจำเป็นต้องแสวงหาโมเดลใหม่ในการพัฒนาที่จะต้องมีการเติบโตแบบมีพลวัต มีความเป็นธรรมทางสังคมและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยมุ่งสู่การยกระดับของประเทศไทยให้พ้น “กับดักของประเทศรายได้ปานกลาง” (Middleincome trap) โมเดลในการพัฒนาใหม่น่าจะมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ

หนึ่ง การสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของผู้ประกอบการไทย

สอง การใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงภายในภูมิภาคและการสร้างความสมดุลระหว่างตลาดส่งออกในระดับโลก ระดับภูมิภาค และกำลังซื้อในประเทศในระยะยาว

สาม การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของแรงงานและปรับค่าตอบแทนของแรงงานให้เหมาะสม ควบคู่ไปกับการรักษาสภาพแวดล้อม

การศึกษาโครงการเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมภายใต้นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทยในระยะที่ 4 นี้ มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้แนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมของไทยภายใต้สภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน โดยเน้นที่องค์ประกอบที่สองของโมเดลในการพัฒนาใหม่ดังกล่าว คือการใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงภายในภูมิภาค (Utilizing Connectivity) เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าทั้งที่เกิดจากมาตรการด้านภาษีศุลกากรและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร ตลอดจนเพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด เรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย และเพิ่มทักษะความรู้ให้แก่แรงงานในภาคอุตสาหกรรมผ่านโครงการความร่วมมือต่างๆ

ในด้านการใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงในภูมิภาคเพื่อลดอุปสรรคทางการค้าที่เกิดจากมาตรการด้านภาษีศุลกากร จากการศึกษาพบว่าในปี 2555 ความตกลง FTA จำนวน 10 ฉบับกับประเทศคู่ค้าจำนวน 15 ประเทศ ช่วยให้สินค้าส่งออกของไทยโดยภาพรวมมีภาระด้านภาษีศุลกากรลดลงประมาณ 3% และช่วยให้วัตถุดิบและสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้าโดยภาพรวมลดลง 3.1% เมื่อคิดเป็นมูลค่าเงิน

ในด้านส่งออก ผู้นำเข้าในประเทศภาคีประหยัดเงินค่าภาษีศุลกากรไปได้ รวมทั้งหมดประมาณ 1.2 แสนล้านบาท

ในขณะที่ด้านนำเข้า ผู้นำเข้าในไทยประหยัดได้ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากความตกลง FTA ทั้งภาคส่งออกและนำเข้ายังไม่เต็มที่ โดยอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ในด้านส่งออกแค่ 49% และนำเข้าอยู่ที่ 52% ตามลำดับ

ทำให้ยังมีผลประโยชน์ที่ “ยังตกหล่นอยู่” รวม 1.9 แสนล้านบาท อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการใช้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวจำแนกได้เป็น 6 ด้าน ได้แก่

ไม่มีสิทธิ เนื่องจากสินค้าอยู่นอกรายการลดภาษี หรืออยู่ในรายการสินค้าที่มีความอ่อนไหว หรืออยู่ในรายการสินค้าที่มีโควตาจำกัดการนำเข้า

ไม่จำเป็น/ไม่ตระหนักถึงประโยชน์ที่จะได้รับ เนื่องจากลูกค้าไม่ได้ขอมา

ไม่มีข้อมูลไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอัตราภาษีศุลกากร หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาแหล่งกำเนิดสินค้า ขั้นตอนการขอใช้สิทธิประโยชน์

ไม่ผ่านเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาแหล่งกำเนิดสินค้า

ไม่คุ้ม เนื่องจากแต้มต่อด้านภาษีศุลกากรไม่จูงใจพอ

ไม่สะดวก เนื่องจากปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น เจ้าหน้าที่มีดุลยพินิจต่างกันในการพิจารณาอนุมัติการใช้สิทธิประโยชน์ เจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการตีความพิกัดศุลกากรไม่ตรงกัน การเปลี่ยนไปใช้พิกัดศุลกากร HS 2012 เป็นปีแรก การได้รับใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าหลังจากสินค้าขนส่งถึงด่านศุลกากรแล้วหลายวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ค้าขายกับประเทศสมาชิกอาเซียนที่ใช้ระยะเวลาในการขนส่งเพียง 13 วันเท่านั้น และการขาดความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศเพื่อนบ้าน

ในด้านการใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงในภูมิภาคเพื่อลดอุปสรรคทางการค้าที่เกิดจากมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน จากการศึกษาพบว่าในสภาวะปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก

ประกอบกับการที่อัตราภาษีศุลกากรลดลงเรื่อยๆ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีทั้งในระดับทวิภาคี ระดับภูมิภาค และระดับพหุภาคี การบังคับใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประเทศสมาชิกอาเซียนมีการบังคับใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรในระดับที่แตกต่างกัน ประเทศที่มีระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับสูงอย่างสิงคโปร์มีการบังคับใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรไม่มากนัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสภาพแวดล้อมเป็นหลัก มีความโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ

ในขณะที่ประเทศที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม รวมไปถึงประเทศที่มีแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเฉพาะเจาะจงอย่างมาเลเซีย มักมีการบังคับใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรในระดับสูง โดยส่วนใหญ่เข้าข่ายว่าจะเป็นมาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ผลิตในประเทศเป็นหลัก ขาดความโปร่งใสและเลือกปฏิบัติ

สำหรับประเทศไทยมีการบังคับใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรในระดับไม่สูงนัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสภาพแวดล้อมเป็นหลัก มีความโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ แต่ก็ยังมีการบังคับใช้มาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ผลิตในประเทศเป็นหลัก ขาดความโปร่งใสและเลือกปฏิบัติในบางอุตสาหกรรม

ที่ผ่านมาการดำเนินการภายใต้ความตกลงกับประเทศสมาชิกอาเซียนยังไม่สามารถนำไปสู่การขจัดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี รวมทั้งไม่มีการปรับปรุงมาตรการที่ถึงแม้จะโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติให้มีมาตรฐานเดียวกันได้ ทั้งนี้เนื่องจากพบปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เช่น

หน่วยงานในประเทศที่บังคับใช้มาตรการไม่ทำการจดแจ้ง เนื่องจากการจดแจ้งเป็นไปตามความสมัครใจ ไม่ได้มีบทบัญญัติใดๆ มากำหนดให้ต้องมีการจดแจ้ง ตลอดจนหน่วยงานมักมีดุลยพินิจว่ามาตรการที่หน่วยงานตนบังคับใช้ไม่ได้มีลักษณะว่าเป็นมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี

ผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการไม่แจ้ง และ/หรือไม่รู้ว่าจะแจ้งที่หน่วยงานใด

หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณามาตรการที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับสินค้ากลุ่มต่างๆ มีความแตกต่างกัน

คณะกรรมการประสานงานด้านการค้าสินค้าภายในอาเซียน (Coordinating Committee on ASEAN Trade in Goods Agreement : CCA) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ระบุว่ามาตรการใดเป็นอุปสรรคทางการค้า มีทรัพยากร ตลอดจนความรู้ความเชี่ยวชาญไม่เพียงพอ

หน่วยงานที่บังคับใช้มาตรการไม่ปฏิบัติตามความเห็นของ CCA ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานที่เป็นสากลร่วมกัน ทำให้มาตรการที่ถึงแม้จะโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ เพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียมากเกินความจำเป็น

ขาดกลไกการเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ

ไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ทันสมัยว่าในปัจจุบันมีมาตรการใดที่ถูกขจัดแล้ว หรือยังคงบังคับใช้อยู่หรือเพิ่งมีการบังคับใช้

ข้อมูลที่มีการจัดเก็บยังเข้าถึงได้ยาก กระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน และเข้าใจได้ยาก เนื่องจากขาดการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ไว้ฉบับหน้าเรามาดูรายละเอียดกันต่อนะครับ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI