
ขึ้นเงินเดือนขรก.คสช.ซื้อใจ สร้างแนวร่วม
กลายเป็นอีกหนึ่งในรายการคืนความสุขให้ประชาชน เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลายเป็นอีกหนึ่งในรายการคืนความสุขให้ประชาชน เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาการปรับขึ้นเงินเดือน 8% หรือราว 2,000 บาท/เดือน ในรูปแบบเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยทั้งระบบกว่า 2 ล้านคนเศษทั่วประเทศ
แพ็กเกจคืนความสุขให้ข้าราชการรอบนี้เบื้องต้นประเมินว่าจะใช้งบประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท ซึ่งน่าจะจัดสรรได้ทันในปีงบประมาณ 2558 โดยจะปรับขึ้นทั้งเงินเดือน ค่าครองชีพ เบี้ยเลี้ยง ครอบคลุมตั้งแต่ข้าราชการพลเรือน ครู แพทย์ พยาบาล ทหาร และตำรวจ
คู่ขนานไปกับที่ประชุม คสช.มีมติเห็นชอบอนุมัติเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวแก่ข้าราชการตุลาการและดาโต๊ะยุติธรรม โดยใช้งบรวม 590 ล้านบาท บุคลากรที่เป็นผู้พิพากษาชั้น 3 จะได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว 6,800 บาท/เดือน ชั้น 4 ได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว 7,300 บาท/เดือน ชั้น 5 ได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว 1.25 หมื่นบาท/เดือน ผู้พิพากษาอาวุโสจะได้รับตามตำแหน่ง มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป
ไม่แปลกที่ คสช.จะเร่งรีบให้ความสำคัญ “ซื้อใจ” บรรดาข้าราชการในช่วงนี้ เพราะนี่ถือเป็นสูตรสำเร็จทางการเมืองที่หลายต่อหลายรัฐบาลใช้กันมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ต้องการเพิ่มเสถียรภาพกับฝ่ายบริหาร ให้การประคองรัฐนาวาฟันฝ่ามรสุมคลื่นลมที่ถาโถมเป็นไปอย่างราบรื่น
ต้องยอมรับว่า “ข้าราชการ” ถือเป็นฐานประชากรกลุ่มใหญ่ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ คล้ายกับก่อนหน้านี้ที่ คสช.เข้าให้ความช่วยเหลือชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ รับจำนำข้าวเป็นเรื่องเร่งด่วน ยิ่งสำหรับข้าราชการแล้วมีส่วนชี้นำความรู้สึกของคนในชาติ แถมยังมีผลสะท้อนต่อไปถึงภาพลักษณ์ ประสิทธิภาพของฝ่ายบริหารได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการดูแลเอาอกเอาใจข้าราชการเป็นพิเศษในช่วงนี้ย่อมส่งผลให้กระบวนการปฏิรูปราบรื่นอีกทางหนึ่งด้วย
โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก้าวเข้าสู่ระยะที่ 2 ของการ “ปฏิรูป” ตามโรดแมป คสช. ดังจะเห็นจากกลไกต่างๆ ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เริ่มเข้ามาทำหน้าที่ และกำลังสรรหาสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รวมไปถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งจะเข้ามาเป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปต่อจากนี้
ข้าราชการประจำซึ่งถือเป็นมือไม้ทำงานกระจายอยู่ในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ จึงย่อมมีส่วนสำคัญกับการร่วมขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ทั้งในแง่นำเสนอข้อมูล ข้อเสนอแนะ ชงเรื่องมายัง คสช. สนช. สปช. ไปจนถึงการนำข้อสรุปสุดท้ายที่ได้ไปปฏิบัติ ย่อมล้วนแต่ต้องอาศัยกลไกข้าราชการทั้งสิ้น
ยิ่งการปฏิรูปรอบนี้มีสัญญาณว่าอาจต้องเข้าไปสลายขั้วอำนาจการเมืองเดิมๆ ที่ถูกตีตราว่าเป็นจำเลยสร้างปัญหาให้การเมืองมายาวนาน ยิ่งทำให้บทบาทข้าราชการมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา
ดังจะเห็นว่า ตั้งแต่หลังรัฐประหาร คสช.ให้น้ำหนักกับบทบาทสถานะข้าราชการเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องให้ปลัดกระทรวงเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง เรื่อยมาจนถึงการกำหนดคุณสมบัติเปิดทางให้ข้าราชการเข้ามาทำหน้าที่ผ่านกลไกที่จะตั้งขึ้นมาขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูป
อีกปัจจัยที่ทำให้ คสช.ต้องเอาอกเอาใจข้าราชการเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งเพราะต้องการแนวร่วม เสียงสนับสนุน ระหว่างที่ คสช.และกลไกต่างๆ ต้องปฏิบัติหน้าที่ปฏิรูปประเทศอีกนานนับปี เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสต่อต้าน คัดค้าน การรัฐประหาร หรือการเข้ามาดำเนินการต่างๆ ของกองทัพ ย่อมก่อตัวเป็นแรงเสียดทานซึ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ทหารยังอยู่ในอำนาจ
โดยเฉพาะหากในวันที่ คสช.ตัดสินใจผ่อนคลายยกเลิกกฎอัยการศึก ย่อมทำให้ฝ่ายต่อต้านรัฐประหารเปิดตัวออกมาเคลื่อนไหวแบบเต็มตัวหลังจากถูกคุมเข้มมานาน เมื่อถึงวันนั้น คสช.ย่อมจำเป็นต้องพยายามรักษาแนวร่วมเพื่อ ผลักดันภารกิจปฏิรูปให้ไปจนตลอดรอดฝั่ง ไม่เสียของอย่างที่หลายฝ่ายวิตก
เป้าหมายต่อไปหลังจากซื้อใจข้าราชการแล้ว คสช.ยังให้น้ำหนักมอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกันศึกษาแนวทางและมาตรการในการช่วยเหลือและป้องกันหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน
ดังจะเห็นบทเรียนเมื่อครั้งอดีตรัฐบาลขึ้นค่าแรง 300 บาท/วัน ซึ่งนอกจากจะส่งผลพวงกระทบไปถึงต้นทุนการผลิตจนเอกชนหลายรายต้องปิดตัว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเวลานั้นคือราคาสินค้ากลับพุ่งพรวดแซงหน้าค่าครองชีพแบบกู่ไม่กลับจนการขึ้นค่าแรงแทบไม่มีผล
งานนี้จึงสะท้อนได้ว่า คสช.ได้ตระเตรียมวางแผนมาเป็นอย่างดีกับก้าวย่างเดินหน้าปฏิรูปต่อจากนี้ที่จะต้องเร่งซื้อใจ สร้างแนวร่วม ตัดตอนกระแสต่อต้านไม่ให้บานปลายกลับมาเป็นปัญหาในที่สุด







