
การเงินเอเชียส่อป่วนไร้แผนรับเฟดขึ้นดอกเบี้ย
ความชัดเจนในจุดยืนของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) พร้อมท่าทีหนักแน่นเกี่ยวกับการยุติการพึ่งพานโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี)
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ความชัดเจนในจุดยืนของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) พร้อมท่าทีหนักแน่นเกี่ยวกับการยุติการพึ่งพานโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) และแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปี 2015 เปรียบเสมือนสัญญาณส่งตรงถึงนักลงทุน นักธุรกิจ และรัฐบาลทั่วโลก โดยเฉพาะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลนโยบายด้านการเงินอย่างธนาคารกลางของนานาประเทศในการเตรียมตัวเตรียมนโยบายรับมือกันอย่างคึกคัก
เหตุผลหนึ่งก็เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยปกป้องเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ อีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันของแต่ละประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายตัวเติบโตและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นประเด็นเฉพาะของภูมิภาคนั้นๆ มากกว่า
ยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวหลังผลการประชุมของบรรดาคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศต่างๆ รวมถึงสถาบันหลักอย่างธนาคารกลางแห่งยุโรป(อีซีบี) ธนาคารกลางแห่งญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางแห่งอังกฤษ (บีโออี) ในรอบสัปดาห์นี้ ที่เริ่มปรับท่าทีและส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของตนเอง
แม้จะยังไม่มีนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมแน่ชัด แต่จากผลการประชุมของธนาคารกลางดังกล่าวก็พอทำให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนทราบได้ว่า ธนาคารกลางหลายแห่งกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการพยายามหานโยบายการเงินของตนเอง โดยมีแววว่าน่าจะแตกต่างจากนโยบายการเงินของชาติอื่นๆ ซึ่งต่างจากช่วง 23 ปีที่ผ่านมา ที่บรรดาธนาคารกลางหลายชาติเดินตามรอยเฟดในการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งอดที่จะตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า ขณะที่ธนาคารกลางหลายแห่งเดินหน้าหาจุดยืนนโยบายของตนเอง เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น ธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียแทบจะทั้งหมดกลับยังคงนิ่งเฉย ไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ ทั้งสิ้น
ทั้งนี้ ขณะที่บีโออีของอังกฤษเตรียมแผนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับปัจจุบันที่ 0.5% หรืออีซีบี เตรียมรอดูผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยติดลบ เพื่อหารือแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหลังอัตราเงินเฟ้อไม่กระเตื้อง ธนาคารกลางอินเดียประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ 8% และยังคงใช้นโยบายการเงินรัดเข็มขัดเพื่อป้องกันเงินเฟ้อพุ่ง ซึ่งสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ต้องการการกระตุ้นเพื่อสร้างงานเพิ่มการใช้จ่ายของพลเรือนอินเดีย
ด้านธนาคารกลางออสเตรเลียก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2.5% เหตุเพราะมองว่าการเงินประเทศเริ่มเข้าสู่ภาวะเสถียรภาพ หลังจากหั่นลดดอกเบี้ยมาแล้วก่อนหน้านี้ 8 ครั้ง จาก 4.5% เมื่อเดือน พ.ย. 2011 มาอยู่ที่ระดับในปัจจุบัน
ยังไม่นับรวมความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ไทย และอินโดนีเซีย ที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับเท่าเดิม ขณะที่บางส่วน เช่น สิงคโปร์เพิ่มระดับความเข้มงวดของมาตรการทางการเงิน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอตัวจนต้องการนโยบายกระตุ้นมากกว่าควบคุม
ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางในเอเชียข้างต้นที่ค่อนข้างนิ่งเฉยหรือสวนทางกับกระแส อีกทั้งยังไม่มีสัญญาณหรือท่าทีที่กระตือรือร้น เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของเฟด จึงกลายเป็นปัจจัยอันตรายที่ผู้เชี่ยวชาญแสดงความวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มเผชิญกับปัญหาเสถียรภาพทางการเงินจนฉุดการเติบโตของประเทศให้สะดุดล้มไม่เป็นท่าเอาได้ง่ายๆ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐจะส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกดึงเงินทุนที่นำไปลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรือประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียกลับไปลงทุนในสหรัฐมากขึ้น เนื่องจากมีค่าตอบแทนที่ดีกว่า
แน่นอนว่า ลำพังถ้านักลงทุนค่อยๆ ทยอยถอนทุนออกย่อมไม่ใช่ปัญหา ทว่านักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ที่ผ่านมานักลงทุนมักจะแห่ถอนทุนกลับพร้อมๆ กัน กระทั่งทำให้เกิดสภาวะช็อกเพราะกระแสทุนทะลักออกมหาศาลจนขาดสภาพคล่องเฉียบพลัน
และเพื่อป้องกันทุนไหลออกนโยบายการเงินที่นิยมใช้กันย่อมหนีไม่พ้นการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนกู้ยืมสำหรับการลงทุนทางเศรษฐกิจปรับตัวเพิ่มขึ้น ดันปริมาณหนี้ให้พุ่งสูงจนน่าตกใจ และกระทบต่อการบริโภคของผู้บริโภคภายในตลาดเอเชีย รวมถึงมีผลทำให้เงินเฟ้อเกินไป ซึ่งแต่ละปัจจัยล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายต่อการเติบโตของนานาประเทศในเอเชีย
ยิ่งไปกว่านั้น การที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) รายงานว่ากว่า 50% ของทุนที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียเป็นผลจากนโยบายคิวอีของเฟด ซึ่งเท่ากับเป็นปริมาณเงินที่พร้อมจะไหลออกได้ทุกเมื่อ ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นที่เหล่าธนาคารกลางของเอเชียสมควรกระทำ
แน่นอนว่า แม้จะยังไม่ทราบผลกระทบที่แน่ชัดของการเปลี่ยนแปลงนโยบายเฟด แต่สังเกตจากหลักฐานที่ผ่านมาที่สหรัฐเพียงแค่ส่งสัญญาณลดคิวอีหรือแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ตลาดทุนในเอเชียตกอยู่ในสภาพปั่นป่วนผันผวนหนักติดต่อกันหลายวันจนแทบไปกันไม่เป็น
ดังนั้น หากไม่รีบเตรียมตัวเตรียมพร้อมรับมือและส่งสัญญาณให้นักลงทุนเชื่อมั่นเสียแต่เนิ่นๆ เกรงว่าเมื่อถึงเวลาดอกเบี้ยเฟดขึ้นของจริง อาจไม่ทันการณ์และสายเกินแก้ไขเสียแล้ว







