
การคุ้มครองภูมิปัญญาของไทย
ประเทศไทยนั้นอุดมไปด้วยทรัพยากรชีวภาพ และเป็นความอุดมสมบูรณ์ที่มีความหลากหลายประกอบด้วย นอกจากนี้ยังเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายๆ ประเทศ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่คนไทยและผู้ที่รักชาติทั้งหลายต้องหวงแหน และต้องการจะคุ้มครองไว้ แต่จะคุ้มครองได้อย่างไร นี่คือปัญหา การกล่าวว่า ของของเรา เราคิดแต่ต่างชาติมาเอาไปนั้น พูดง่าย ฟังแล้วก็ของขึ้น แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ประเทศไทยนั้นอุดมไปด้วยทรัพยากรชีวภาพ และเป็นความอุดมสมบูรณ์ที่มีความหลากหลายประกอบด้วย นอกจากนี้ยังเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายๆ ประเทศ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่คนไทยและผู้ที่รักชาติทั้งหลายต้องหวงแหน และต้องการจะคุ้มครองไว้ แต่จะคุ้มครองได้อย่างไร นี่คือปัญหา การกล่าวว่า ของของเรา เราคิดแต่ต่างชาติมาเอาไปนั้น พูดง่าย ฟังแล้วก็ของขึ้น แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ถามว่าปัจจุบันมีความตกลงระหว่างประเทศอะไรหรือไม่ที่จะคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่น ความหลากหลายของทรัพยากรชีวภาพ หรือแม้แต่วัฒนธรรมพื้นบ้าน (Traditional Knowledge, Genetic Resource, Folklore) ขอเรียนว่ายังไม่มี ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามของประเทศกำลังพัฒนาในการต่อสู้ผลักดันในเวทีโลก (องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือที่เรียกว่า WIPO : World Intellectual Property Organization) แต่ก็ถูกคัดค้านเสมอมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะประเทศที่เรียกกันว่าพวกโลกใหม่ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ประเทศอย่างสาธารณรัฐเกาหลี เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่นำมาใช้คัดค้านก็คือเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะสิทธิบัตรนั้นเป็นเรื่องของความใหม่ หลักการสำคัญคือต้องเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ใหม่ ยังไม่มีใครคิด หรือนำออกแสดงมาก่อน ขณะที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นความคิดสร้างสรรค์มาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย เป็นเรื่องเก่า ส่วนเรื่องของทรัพยากรชีวภาพที่มีปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ การแบ่งปันผลประโยชน์ เช่น การพบเชื้อไข้หวัดนกในอินโดนีเซียและประเทศไทย แล้วประเทศพัฒนาแล้วหยิบเชื้อนั้นไปวิจัยและพัฒนาโดยใช้ความรู้เครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ซึ่งต้องใช้เวลา มีการลงทุนมากมายจนได้เป็นวัคซีนมาฉีดเพื่อป้องกันไข้หวัดนก กรณีนี้จะแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างไรระหว่างคนที่ต้องไปลงทุนทำวิจัยพัฒนากับเจ้าของไวรัสที่เขาแค่หยิบไป
อย่างไรก็ตาม ได้มีความพยายามโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่จะออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่น และทรัพยากรชีวภาพ และได้มีการศึกษาอย่างจริงจังเมื่อ 56 ปีที่แล้ว แต่ก็พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานซึ่งมีกฎหมายคาบเกี่ยวกันอยู่ เช่น กฎหมายแพทย์แผนไทย ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข กฎหมายพันธุ์พืช ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรฯ นอกจากนี้ก็ยังมีสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพที่เป็นองค์กรมหาชน ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่มีกฎหมายอยู่ภายใต้สำนักงานนี้ แต่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนี้ก็ระบุให้สำนักงานทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนและดำเนินการให้มีการจดทะเบียน”คุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นสิ่งที่สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพดำเนินการจึงมีเช่น การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI : Geographical Indication) นำหมากเม่า และผ้าย้อมครามกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือการขึ้นทะเบียนมรดกทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย เช่น แมวไทย น้ำตาลมะพร้าว กับกระทรวงวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาและวัฒนธรรมยังไม่มีความตกลงระหว่างประเทศรองรับ จึงถือว่าเป็นการดำเนินงานภายในประเทศเป็นหลักฐานไว้ชั้นหนึ่งก่อน
ผู้เขียนจึงค่อนข้างงงๆ เมื่อได้ข่าวว่าจะให้มีการจดสิทธิบัตรของประเทศไทยด้านปราชญ์ท้องถิ่น การพัฒนาภูมิปัญญาไทย แต่เมื่อฟังๆ ไปจากหลายแหล่งก็พยายามตีความว่าน่าจะหมายถึงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาของไทยให้เป็นนวัตกรรม หรือสิ่งใหม่ๆ เพื่อจดสิทธิบัตร ซึ่งก็จะสอดคล้องกับที่คณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ที่มีรองประธาน คสช. (พล.ร.อ.ณรงค์) เป็นประธาน และมีมติให้ปฏิรูปวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในระดับโลก ตลอดจนส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น เพราะหากวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมมีการพัฒนาไปได้ตามเป้าหมาย เรื่องของการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาต่อยอด หรือการนำทรัพยากรชีวภาพมาวิจัยพัฒนาก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ยิ่งถ้านโยบายเน้นย้ำให้มีการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นเทคโนโลยีระดับสูง (High Technology) และมีงบประมาณเปิดทางให้ ก็เชื่อว่าประเทศไทยจะก้าวไปได้ไกล
ส่วนการที่มีข่าวคราวในหลายปีที่ผ่านมาว่า มีการนำผลงานวิจัยของไทยในสมุนไพรบางตัวไปจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ และคนต่างชาติเป็นเจ้าของนั้น สาเหตุส่วนใหญ่ก็เกิดจากคนไทยขาดเงินทุนที่จะทำวิจัย ไม่สามารถที่จะก้าวข้ามสิ่งที่นักวิจัยทราบกันดี และเรียกว่า “หุบเหวมรณะ” ไปได้ ก็จำเป็นต้องขายผลงานวิจัยให้ต่างชาติเขาไปพัฒนาต่อ หรือไม่บางรายก็รับทุนเขามาทำวิจัยก็ต้องยกผลงานวิจัยให้เขาไป การที่ผู้บริหารประเทศมีวิสัยทัศน์ และเห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญา จึงจะเป็นนิมิตหมายที่ดี และสร้างความหวังให้คนในชาติว่าประเทศจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดไปได้







