
ดันกม.ร่วมทุนเมกะโปรเจกต์
คลังเร่งผลักดัน พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมทุน หวังลดงบลงทุนโครงการ 2.4 ล้านล้านบาท
คลังเร่งผลักดัน พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมทุน หวังลดงบลงทุนโครงการ 2.4 ล้านล้านบาท
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เร่งร่างกฎหมายลูกตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี)ที่ยังค้างอยู่ 8 ฉบับ เพื่อให้เอกชนเข้ามาร่วมทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐได้ โดยเฉพาะในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้านบาท ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบไปแล้ว
ทั้งนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้บรรจุไว้ในงบประมาณปี 2558 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 แสนล้านบาท โดยจะมีงบลงทุนเหลื่อมปีอีกประมาณ 4 แสนล้านบาท รวมเป็น 8 แสนล้านบาท ที่จะเป็นเม็ดเงินเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจปลายปีนี้และปี 2558
นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า การออกกฎหมายลูกใน พ.ร.บ.ดังกล่าวที่ค้างอยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดทำหลักเกณฑ์และมูลค่าโครงการ โดยจะเร่งหาข้อสรุปให้เร็วที่สุดภายในปีนี้ และตั้งเป้าหมายให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนอยู่ที่ 20% ของโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด รวมถึงการลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) อีกด้วย
ทั้งนี้ สคร.จะเร่งให้กฎหมายพีพีพีทันในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้านบาท เพื่อให้เอกชนเข้ามาทำงานและแบ่งเบาภาครัฐ โดยการดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยเพิ่มในส่วนของทุน ไม่ได้เป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะของประเทศ แต่กลับทำให้หนี้ลดลง
“การให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนเป็นการประหยัดงบประมาณของรัฐ และจะไม่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะสูงเกินกรอบวินัยการคลัง” นายกุลิศ กล่าว
สำหรับการลงทุนปี 2558 ของรัฐวิสาหกิจ จะมีการจัดตั้งกองทุนอินฟราสตรักเจอร์ฟันด์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท และการตั้งอินฟราสตรักเจอร์ฟันด์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เพื่อนำเงินไปใช้ขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 รวมถึงอินฟราสตรักเจอร์ฟันด์ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ที่กำลังหารือในรายละเอียด
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เชื่อว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะให้ความสำคัญกับด้านกฎหมายทุกประเภทที่ทำให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ ซึ่งจะไม่ให้ความสำคัญแต่เพียงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าเท่านั้นและมองว่า สัดส่วนของภาคเอกชนที่เป็น สนช. ยังมีไม่มากนัก แต่เชื่อว่าจะทำให้เกิดการผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เป็นประโยชน์ด้านการค้าให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ อาทิ การปรับปรุงแก้ไขเรื่องกฎหมายด้านศุลกากร และกฎหมายด้านภาษี ที่มีความซ้ำซ้อน และกฎหมายด้านการลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงยังมีกฎหมายหลักประกันธุรกิจ และกฎหมายเกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ ที่ภาคเอกชนมีความต้องการให้ปรับปรุงและพัฒนา จนนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ







