
จิตอาสา : กรณีมีชัย VS เนวิน
จิตอาสาใครๆ ก็ทำได้ไม่ว่าผู้ร้ายหรือผู้ดี
จิตอาสาใครๆ ก็ทำได้ไม่ว่าผู้ร้ายหรือผู้ดี
ต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านไป ผู้เขียนในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานของนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 4 ที่มีชื่อย่อว่า ปนป.4 ได้เดินทางไปพร้อมกับนักศึกษา 3 คันรถ (นักศึกษาทั้งรุ่นมี 120 คน แต่มีนักศึกษาอยู่บนรถราว 30 คน มีคันหนึ่งที่มีนักศึกษาแค่ 2 คน เพราะที่เหลือขับรถไปเองและไปนอนรออยู่ก่อนแล้ว แสดงว่านักศึกษาเหล่านี้ส่วนใหญ่ฐานะดี) เพื่อไปศึกษาดูงานที่โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ต่อด้วยการพัฒนาท้องถิ่นด้วยกีฬาที่สนามไอโมบาย ปราสาทสายฟ้า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ปิดท้ายด้วยเยี่ยมชมโรงเรียนมีชัยพัฒนา ที่ อ.ลำปลายมาศ ใน จ.บุรีรัมย์ เช่นกัน
ที่โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ได้ทำให้ผู้เขียนเกิดความหวังใหม่ (พรรคการเมืองของพ่อใหญ่จิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่เริ่มต้นอย่างอลังการ แต่จบลงด้วยการถูกเซ้งพรรคเข้าไปอาศัยร่มเงาและร่วมแสวงประโยชน์กับคนหน้าเหลี่ยม) ว่าถ้าพวกเล่นหุ้นกับเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ต่อต้าน อนาคตของประเทศไทยก็จะประหยัดเงินตราค่าเชื้อเพลิงจำพวกนั้นได้อย่างมหาศาล
ขณะนี้มีโรงงาน (ที่บริษัทผู้ลงทุนเลี่ยงไปใช้คำว่า “ฟาร์ม” เพื่อไม่ให้ขัดหูชาวบ้านและ NGO ที่ค้านตะพึด) ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ทำในเชิงพาณิชย์มากกว่า 200 โรง ไม่รวมกับที่ติดตั้งบนหลังคาบ้านและชุมชนขนาดเล็กที่น่าจะมีหลายหมื่นหลังหรือหลายหมื่นชุด เฉพาะที่บริษัทนี้ลงทุนก็มีถึง 36 แห่ง และสามารถขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าได้ปีละหลายร้อยล้านบาท ต่อไปถ้าต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์ลดลง ก็จะมีคนมาลงทุนและมีชาวบ้านที่ติดตั้งมากขึ้น
อีก 50 ปี น้ำมันหมดโลกก็ไม่ต้อง้อ ปตท.!
อาจเรียกได้ว่าเป็นจิตอาสาเพื่ออนาคตโลก
คำว่า “จิตอาสา” มีความหมายเหมือนกันกับ “จิตสาธารณะ” หมายถึง “คิดทำสิ่งต่างๆ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและคนหมู่มาก” เป็นแนวคิดที่เติบโตมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกิดจากคนหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัยทั้งที่สหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่ได้เห็นภัยพิบัติของมนุษยชาติแล้วอยากช่วยเหลือผู้สูญเสียและประเทศที่ประสบหายนะเหล่านั้น เกิดเป็น NGO ต่างๆ มากมาย
ต่อมาในช่วงการเฟื่องฟูของลัทธิทุนนิยม โลกก็ได้เห็นหายนะอย่างใหม่ คือปลาใหญ่กินปลาเล็ก ประเทศใหญ่ทำลายประเทศเล็ก คนรวยเหยียบหัวคนจน ในคริสต์ทศวรรษที่ 1990 จึงเกิดกระบวนการต่อต้านทุนนิยมเสรี เป็นที่มาของการ “เหลียวแลและเอื้อเฟื้อสังคม” จำพวก CSR : Corporate Social Responsibility และ SE : Social Enterprise คือการค้าการขายที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และธุรกิจที่ (ร่วมกัน) สร้างความเข้มแข็ง (อย่างยั่งยืน) ให้กับสังคม
ผู้เขียนเน้นข้อความในวงเล็บว่าเป็นธุรกิจที่ต้องทำ “ร่วมกัน” เพื่อให้มี “ความยั่งยืน” เพราะนี่คือหัวใจของ “จิตอาสา” ไม่ใช่การทำเอาหน้า ต่างคนต่างทำ หรือทำแบบไฟไหม้ฟาง!
หลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย (ปนป.) เป็นการพัฒนามาจากหลักสูตรผู้นำการเมืองยุคใหม่ (นมป.) ที่เปิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2546 เพราะชื่อหลักสูตรเดิมจะเน้นการเมืองมากไป ทั้งคนที่มาเป็นนักศึกษาก็ไม่จำกัดอายุ กลายเป็นหลักสูตรรองรับนักศึกษาที่ผิดหวังจากหลักสูตรประกาศนียบัตรระดับสูงคือ ปปร. อันเป็นหลักสูตรยอดฮิตของสถาบันพระปกเกล้า
หลักสูตรเหล่านี้จะเรียนเอาพวกเอาสนุกเสียมากกว่า
ปนป.เริ่มรุ่นที่ 1 ใน พ.ศ. 2554 จำกัดอายุว่าต้องระหว่าง 2040 ปี และเปิดกว้างสำหรับทุกสาขาอาชีพ พร้อมกับปรับกิจกรรมหลักคือโครงงานวิชาการที่นักศึกษาต้องทำให้เน้นที่ “จิตอาสา” และให้ทำแบบองค์รวม คือการพัฒนาชุมชนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่สุดมาสรุปที่การให้นักศึกษาจัดทำโครงงานแบบ “วิสาหกิจเพื่อสังคม” (Social Enterprise) ดังกล่าว
ปนป.4 รุ่นนี้ได้เลือกที่จะทำวิสาหกิจเพื่อสังคมเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังที่พ้นโทษและที่กำลังรอจะพ้นโทษ โดยเลือกทัณฑสถานเปิดเขาบิน ที่ จ.ราชบุรี ซึ่งในขณะนี้อยู่ในขั้นเตรียมการเปิดตัวเพื่อดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบในเดือน ก.ย.นี้ ก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา และเพื่อเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ในด้านนี้ จึงเลือกให้มาดูงานที่โคราชและบุรีรัมย์
ที่โคราชก็ไปดูโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์อย่างที่เล่ามาตอนต้น แต่ที่บุรีรัมย์นั้นได้ไปดูงานที่ไอโมบาย สเตเดียม ที่ อ.เมือง กับโรงเรียนมีชัยพัฒนา ที่ อ.ลำปลายมาศ
ไอโมบาย สเตเดียม คือสนามฟุตบอลของทีมปราสาทสายฟ้า อันเป็นฉายาของทีมแห่ง จ.บุรีรัมย์ ที่นี่คณะนักศึกษา ปนป.4 ได้รับการต้อนรับจากเนวิน ชิดชอบ มาบรรยายให้ฟังราว 1 ชั่วโมง หลังอาหารกลางวันแล้วก็ยังได้ชมสนามแข่งรถสูตร 1 ที่กำลังจะเปิดในเดือน ต.ค.นี้ ทุกอย่างเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ รวมทั้ง “คำบรรยาย” ของเจ้าภาพ
“ผมอยากให้บุรีรัมย์เจริญและจดจำได้ทั่วโลก”
วิสัยทัศน์แบบ “Think Big” ของเนวินเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และเขาก็ “ทำได้” เป็นอย่างดี เขาบอกว่าได้แรงบันดาลใจจากคำขวัญของเมืองเมืองหนึ่งในเกาหลี ที่ประกาศไว้ทั่วเมืองว่า “Resources are limited but Creative is unlimited” เขาจึงมาคิดถึงจังหวัดที่กันดารแห้งแล้ง เป็นเมืองอาภัพ ทางผ่านของนักเดินทาง แต่ผู้คนไม่ได้โง่ ไม่งอมืองอเท้า ที่สำคัญเขาช่วยกันอย่างทุ่มเท
อีก 5 ปีทั่วอาเซียนต้องรู้จักที่นี่ และอีก 10 ปี จะเป็นเหมือนเชียงใหม่ ภูเก็ต แต่ที่เนวินถือว่าเป็นความสำเร็จสูงสุดคือ คนบุรีรัมย์จะไม่ใช่คนที่ยากจนที่สุดในประเทศไทยอีกต่อไป
ที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา มีชัย วีระไวทยะ ได้ออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่นพร้อมนักเรียนวัยรุ่นนับร้อยคน มีชัยยังมีสุขภาพแข็งแรงทั้งที่อายุเกือบ 80 ปี สามารถยืนพูดและสนทนาตอบถามเกือบ 2 ชั่วโมง อย่างที่ทราบกันมีชัยเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ เป็นผู้รณรงค์การใช้ถุงยางอนามัย ทำให้ประเทศไทยประสบผลยิ่งใหญ่ในการวางแผนครอบครัวจนได้รับรางวัลแมกไซไซ มีโครงงานและกิจการเพื่อสังคมมากมาย นับเป็นบุคคลตัวอย่างในด้านจิตอาสา
เรียกว่า “ต่าง” จากเนวินแบบ “ฟ้ากับเหว”
น่าเสียดายที่ไม่ได้เล่ารายละเอียดทั้งในคำบรรยายของเนวินและของมีชัย กับความประทับใจในการไปเดินเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพราะวัตถุประสงค์ของบทความวันนี้อยากจะให้ทุกท่านเห็นว่าเรื่องจิตอาสานี้ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นคนเช่นไร ในสถานะใด
ที่เนวินกอดกับอภิสิทธิ์ ก็ถือเป็น “จิตอาสา” ได้เช่นกัน







