posttoday
นศ.ไทยในลิเบียเผยประสบการณ์หลอน"ยิงกันต่อหน้าต่อตา"

นศ.ไทยในลิเบียเผยประสบการณ์หลอน"ยิงกันต่อหน้าต่อตา"

02 สิงหาคม 2557

กลุ่มนศ.ไทยในลิเบีย 8 คน กลับถึงประเทศแล้ว เล่าชีวิตรันทดช่วงสงครามประสบการณ์หลอน ยิงกันต่อหน้าต่อตา

กลุ่มนศ.ไทยในลิเบีย 8 คน กลับถึงประเทศแล้ว เล่าชีวิตรันทดช่วงสงครามประสบการณ์หลอน ยิงกันต่อหน้าต่อตา

วันที่ 2 ส.ค. ที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ นักศึกษาไทยในลิเบียจำนวน  8 คน ซึ่งเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่ได้เดินทางกลับประเทศไทย โดยได้มาถึงประเทศไทย ด้วยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK384 เป็น ที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีพล.ท.หฤษฎ์ พุ่มหิรัญ เจ้ากรมกิจกรารพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย นายประสิทธิพร เวชประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยญาติของคนไทยคอยให้การต้อนรับคนไทยที่อพยพจากลิเบีย อย่างอบอุ่น

นายประสาน ปานนพภา อายุ 55 ปี บิดานายอัฟด้อล ปานนพภา นักศักษาไทยที่เดินทางไปเรียนที่ประเทศลิเบีย กล่าวว่า เท่าที่ได้ติดลูกชายตอนนี้สบายดี ลูกตนเดินทางไปเรียนด้านศาสนา ที่กรุงทิโปลี ซึ่งสถานการณ์ที่โน้นมีการสู้รบกัน และลามใกล้สถานที่ซึ่งลูกชายตนอาศัยอยู่ จึงย้ายไปพักอยู่ที่สถานทูต ตนเองก็อยากให้เขากลับเมืองไทย เพราะเป็นห่วงเนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ระหว่างที่เขาอยู่ช่วงมีเหตุการณ์สู้รบ ต้องบอกว่าเขาอยู่ได้อย่างปลอดภัยดี แต่จะไปไหนมาไหนจะมีทหารให้การคุ้มครองตลอด ทั้งนี้เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู้สภาวะปกติก็ให้เขากลับไปเรียนต่อ

นายประสาน กล่าวต่อว่า ตนเองรู้สึกดีใจและขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วงแรกลูกของตนไม่อยากกลับบ้าน เพราะเป็นห่วงเรื่องไม่ได้กลับไปเรียนต่อ แต่เมื่อได้คุยกับทางบ้านคุยกับพี่สาวก็บอกให้กลับมาก่อน ประกอบกับช่วงหลังมานี้สถานการณ์มันไม่ดีขึ้น จึงตัดสินใจกลับมาก่อนดีกว่า ที่ผ่านมาน้องเขาก็ได้เล่าถึงสถานการณ์บ้าง บอกว่ามีครั้งหนึ่งระเบิดมาลงใกล้ๆหอพักเลย เขาก็เกิดอาการหวาดกลัว จึงอพยพไปอยู่ที่สถานทูตเพื่อความปลอดภัย และต่อมาจึงตัดสินใจกลับไทย

นายอัฟดอล ปานนพภา หนึ่งในนักศึกษาไทยเรียนศาสนา ตั้งแต่ปี 2556 อยู่ที่มหาวิทยาลัยนานาชาติของลิเบีย ซึ่งเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่เดินทางกลับจากประเทศลิเบีย กล่าวถึงความรู้สึกภายหลังที่ลี้ภัยการสู้รบกลางเมืองในลิเบีย เดินทางกลับถึงประเทศไทยได้สำเร็จว่า  รู้สึกตื่นเต้นกับเหตุการณ์ครั้งนี้ นี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง ซึ่งเราเป็นคนต่างชาติต้องใช้ชีวิตอยู่ในดังกล่าว ยอมรับว่า ใช้ชีวิตอยู่ค่อนข้างลำบาก ทั้งอาหารและเครื่องดื่มต้องซื้อกักตุนไว้  เพราะร้านค้าใกล้เคียงกับที่พักปิดเปิดเป็นเวลา พอ ตกค่ำเป็นช่วงเวลาเคอร์ฟิว  ร้านค้าและบ้านเรือนก็ต้องปิดลง สำหรับตนพักอยู่หอพักนักศึกษาอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย  อยู่ในกรุงตริโปลี  ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่ที่มีการสู้รบสูง ส่วนตัวไม่กล้าออกไป  แต่ได้ยินเสียงปืนดังอยู่เป็นระยะๆ บางครั้งได้ยินเสียงรุกฮือคล้ายกับมีการปราบจลาจลตามด้วยเสียงอาวุธหนักดัง ทำให้ตนรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย  ซึ่งตนได้โทรศัพท์เล่าสถานการณ์ให้ที่บ้านฟังตลอด  โดยพ่อและแม่ก็มีความเป็นห่วง และ ขอให้ตนลองประเมินสถานการณ์ดูว่า จะกลับประเทศหรือไม่

นายอัฟดอล กล่าวอีกว่า ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงตริโปลี  ก็ได้ติดต่อมายังกลุ่มนักศึกษาไทย หากต้องการขอความช่วยเหลือและที่พักพิงก็ให้แจ้งความประสงค์เข้าพักในสถานเอกอัครราชทูตได้ ตนและเพื่อนๆ เลยตัดสินใจแจ้งความจำนง จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้เดินทางมารับไปพักอยู่ในสถานทูต มีอาหารดูแลอย่างดี  หลังจากที่ค้างคืนได้ประมาณ 4 คืน ทางสถานทูตได้แจ้งให้เตรียมตัว จะเดินทางออกจากลิเบียเดินทางข้ามชายแดนไปยังเมืองเบอร์บา ซึ่งการเดินทางข้ามประเทศในช่วงที่เกิดสถานการณ์วิกฤติ เป็นด้วยความยากลำบาก เพราะหลายพื้นที่ยังมีการสู้รบกันอยู่ ทำใหต้องเลี่ยงเดินทางอ้อมไปยังเส้นทางอื่นๆ  ซึ่งบริเวณชายแดนตรงจุดตรวจคนเข้าเมือง มีชาวต่างชาติจำนวนมากรอข้ามไปยังประเทศตูนีเซียในช่วงเวลาพร้อมๆ กันทำให้ค่อนข้างวุ่นวาย แต่ด้วยตนเดินทางไปพร้อมกับเอกอัครราชทูต เจ้าหน้าที่สถานทูตและครอบครัว ก็ได้รับความอำนวยความสะดวกดี จนถึงตอนนี้ ตนรู้สึกโชคดีมากๆ  ที่ได้ตัดสินใจกลับประเทศเลยเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่ถึงประเทศไทยได้อย่าง ปลอดภัย ส่วนจะกลับไปเรียนต่อที่ลิเบียหรือไม่ ตนขอดูสถานการณ์ก่อน หากสถานการณ์กลับเข้าสู้ความสงบ ตนจะกลับไปเรียนต่อแน่นอน

นายอาหะหมัด เจ๊ะมะ อายุ 24 ปี นักศึกษาไทยที่เดินทางกลับจากลิเบีย กล่าวว่า ตนเองไปเรียนด้านภาษาที่ลิเบีย ไปเรียนได้ปีกว่าแล้ว ชีวิตประจำวันก็อาศัยอยู่ในมหาวิทยาลัย ทั้งเรียน พักอาศัย เมื่อเกิดเหตุการณ์สู้รบจึงตัดสินใจกลับไทย ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นนั้นเป็นช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งเหตุการณ์ก็แรงขึ้นเรื่อยๆยิงกันตลอด มีการเผาบ่อน้ำมัน ตนเองอยู่ในมหาวิทยาลัย

"ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็มีกฎว่าต้องย้ายนักศึกษาออกให้หมดก่อน กลุ่มนักศึกษาไทยจำนวน 11 คน จึงย้ายไปอยู่ที่สถานทูต ตอนนั้นก็กลัวมากๆ อยากจะกลับบ้าน ผมไม่เคยเจอเหตุการณ์ มายิงกันต่อหน้าต่อตา ยิงปืนขึ้นฟ้าตลอด ตกใจมากครับ" นายอาหะหมัด กล่าว

นายอาหะหมัด กล่าวว่า ตอนนี้มาถึงเมืองไทยแล้วก็รู้สึกดีใจมาก ปลอดภัยแล้ว แต่ว่าช่วงที่เดินทางออกจากลิเบียไปกรุงตูนิส ประเทศตูนิเซีย เพื่อขึ้นเครื่องไปดูไบนั้นลำบากมาก เพราะเมื่อมาถึงที่ด่านตูนิสก็มีการยิงกันอีก ทุกคนก็หลบอยู่ในรถทุกคน เพราะผ่านด่านตูนิส ก็ต้องรออีกนานกว่าจะออกจากด่าน เบ็ดเสร็จใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง กว่าจะมาถึงที่สนามบินตูนิส แล้วต่อเครื่องมาดูไบ จานนั้นจึงบินตรงมาที่เมืองไทย ส่วนเรื่องการศึกษา ถ้าเหตุการณ์ปลอดภัยตนก็จะกลับไปเรียนให้จบปริญญาตรี หากจบมาแล้วก็ตั้งใจอย่างจะทำงานสอนภาษา

นายเอลวานุดดิน เจ๊ะและ อายุ 19 ปี นักเรียนไทยที่เพิ่งเดินทางกลับจากลิเบีย กล่าวว่า ตอนที่อยู่ลิเบียรู้สึกกลัวมาก เพราะมีการยิงกันข้างๆมหาลัยผมเลย ยิงกันทุกวัน จึงมีการสั่งอพยพให้ออกมจากมหาลัย เพราะสถานการณ์ย่ำแย่มากขึ้น ทหารก็เข้ามาในมหาลัยมาคุมสถานการณ์ จึงต้องออกจามมหาลัย ทั้งความกลัวและทางบ้านก็เป็นห่วง จึงได้ตัดสินใจกลับบ้านที่เมืองไทย แต่ถ้าเหตุการณ์สงบคลี่คลายหมดแล้วก็จะกลับไปเรียนต่อ

ด้านพล.ท.หฤษฎ์ พุ่มหิรัญ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย กล่าว่า ตอนนี้นักเรียนไทยส่วนใหญ่จะให้กลับมาเมืองไทยก่อน ชุดแรก 8 คนก็เรียบร้อยดี เป็นที่น่าพอใจ ทุกคนมีความสุข ส่วนนักศึกษาที่ยังไม่ได้กลับมานั้น คิดว่าเดี๋ยวคงจะกลับมาเพราะน้อง 3 คน เขาเป็นห่วงเรื่องใบเกรด เขาจบแล้ว และทางสถานทูตติดต่อเรียบร้อยแล้ว คงจะกลับมาในเร็วๆนี้ อย่างไรก็ดียังจะมีการส่งกลับประเทศไทยอีกเร็วๆนี้ ซึ่งเป็นแรงงานไทยประมาณ 800 คน ซึ่งจะกลับมาเป็นชุดๆ ซึ่งในรายละเอียดมากกว่านี้คงจะต้องถามผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน