posttoday
หนี้นอกระบบ

หนี้นอกระบบ

29 กรกฎาคม 2557

สัปดาห์ที่แล้วปัญหาหนี้นอกระบบกลับมาสู่ความสนใจของสื่อมวลชนอีกครั้งหนึ่ง เพราะมีการเปิดเผยผลสำรวจตัวอย่างหนี้ครัวเรือนของคนไทย 1,200 ตัวอย่างทั่วประเทศ ว่า คนไทยมีหนี้ครัวเรือนเฉลี่ยครัวเรือนละ 215,159 บาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 16% สูงสุดในรอบ 9 ปี และในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นหนี้นอกระบบ

สัปดาห์ที่แล้วปัญหาหนี้นอกระบบกลับมาสู่ความสนใจของสื่อมวลชนอีกครั้งหนึ่ง เพราะมีการเปิดเผยผลสำรวจตัวอย่างหนี้ครัวเรือนของคนไทย 1,200 ตัวอย่างทั่วประเทศ ว่า คนไทยมีหนี้ครัวเรือนเฉลี่ยครัวเรือนละ 215,159 บาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 16% สูงสุดในรอบ 9 ปี และในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นหนี้นอกระบบ

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ทำการสำรวจ ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ ค่าเล่าเรียน หนี้เงินผ่อน ภัยธรรมชาติ การใช้จ่ายบัตรเครดิต การจ่ายเงินจำนำข้าวล่าช้า และการพนันช่วงฟุตบอลโลก

ผมขอแถมสาเหตุที่ทำให้คนไทยเป็นหนี้เพิ่มขึ้นอีก ได้แก่ หนี้รถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก และหนี้จากการบริโภคสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ แต่มีการแจกรางวัลให้ผู้บริโภคเหมือนกับการออกสลากกินแบ่งแข่งกับรัฐบาล ยกเว้นแทนที่จะจ่ายรางวัลเป็นเงินสดก็จ่ายเป็นทองคำหรือรถยนต์แทน แล้วโหมโฆษณาล่อใจให้คนบริโภคทั้งโฆษณาจริงและโฆษณาแฝง เป็นต้น

หลังจากข่าวนี้เผยแพร่ออกมา หน่วยราชการหลายแห่งรวมทั้งธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรก็ได้เสนอมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่พ้นจากหนี้นอกระบบ เสนอต่อ คสช. สื่อมวลชนก็นำข่าวนี้ไปพาดหัวกันเหมือนทุกครั้งที่ข่าวคราวเรื่องหนี้นอกระบบปรากฏสู่สาธารณชน

ความจริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะตั้งแต่ต้นปี 2549 พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา รมว.มหาดไทย สมัยนั้น เคยแถลงว่า กระทรวงมหาดไทยได้ตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบในพื้นที่แต่ละจังหวัด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการกู้ยืมเงินนอกระบบจากนายทุนเงินกู้ เพื่อหาแนวทางดำเนินการกับนายทุนเงินกู้ผิดกฎหมายหรือเอารัดเอาเปรียบลูกหนี้ และรัฐบาลสมัยนั้นยังตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบระดับชาติขึ้นมา ประกอบด้วยกำลังจากหน่วยราชการหลายแห่งเพื่อทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ โดยพยายามหามาตรการทางกฎหมายมาแก้ไขปัญหาและจัดการกับแก๊งเงินกู้นอกระบบ โดยมีเป้าหมายการกวาดล้างให้ปัญหาหนี้นอกระบบให้หมดไปภายในเวลา 3 ปี

พอมาถึงปี 2552 รัฐบาลสมัยนั้นได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 266/2552 แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขหนี้ภาคประชาชนขึ้นอีก มีนายกรัฐมนตรี รมว.คลัง รมว.มหาดไทย รมว.ยุติธรรม และ รมช.คลัง อีก 2 ท่าน เป็นคณะที่ปรึกษาและแต่งตั้งคณะกรรมการที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน กับกรรมการอีกรวมกันถึง 27 คน ประกอบด้วยข้าราชการระดับอธิบดี รองอธิบดี หลายกระทรวง ผู้จัดการธนาคารของรัฐทุกแห่ง รวมถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น มีอำนาจหน้าที่รวม 12 ข้อ ครอบจักรวาลตั้งแต่การกำหนดหลักเกณฑ์ แนวทางการแก้ไข และการลงทะเบียนลูกหนี้ การเจรจาหนี้ การประนอมหนี้ การกำหนดเงื่อนไขผ่อนปรน และข้อจำกัด ตลอดจนแนวทางแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงินที่จะปล่อยสินเชื่อให้ผู้ที่มีปัญหา ให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ประกาศดังกล่าวไม่ได้กำหนดเวลาว่าจะแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้ลุล่วงไปภายในระยะเวลากี่ปี

แต่ผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่เพิ่งเผยแพร่ออกมา แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่เริ่มมีโครงการช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจากหนี้นอกระบบอย่างเป็นทางการในปี 2549 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันรวมเวลาทั้งสิ้น 9 ปี หนี้ครัวเรือนภาคประชาชนหาได้ลดลงตามตัวเลขในรายงานผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่สวยหรูของหน่วยราชการไม่

เพราะฉะนั้น จึงพอคาดหมายได้ว่า เมื่อประเทศนี้มีรัฐบาลใหม่ ก็จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนชุดใหม่อีก และมีการจัดสรรเงินงบประมาณให้หน่วยราชการต่างๆ รวมทั้งธนาคารของรัฐรับไปดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบเป็นการด่วน เริ่มตั้งแต่การศึกษาปัญหาหนี้นอกระบบใหม่ การกำหนดมาตรการช่วยเหลือ การประเมินผลงานและการว่าจ้างที่ปรึกษามาช่วยเสนอแนะวิธีแก้ไขปัญหาตามธรรมเนียมใหม่เหมือนทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล

ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่า การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานนับสิบปี การแก้ไขจึงต้องไม่ใช่การแก้ไขแบบรักษาคนไข้ด้วยยาพาราเซตามอล23 เม็ด จะต้องแก้ไขอย่างจริงจัง มีการประเมินสาเหตุและผลกระทบของหนี้นอกระบบต่อผู้ที่มีรายได้น้อยตามสภาพความเป็นจริงไม่ใช่เพื่อหวังผลทางการเมืองและการประชาสัมพันธ์ และที่สำคัญจะต้องมีเจ้าภาพที่มีศักยภาพและอำนาจตามกฎหมายที่จะบริหารด้านนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งควรเป็นหน่วยราชการระดับสำนักเทียบเท่ากรมในกระทรวงการคลังหรือสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ให้ต่างคนต่างทำดังที่เคยเป็นมา

ต่อไปนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของผมเกี่ยวกับปัญหาแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ท่านผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับผม

1) ผมเชื่อว่า การแก้ไขปัญหานี้ต้องมีหน่วยราชการเพียงหน่วยเดียวเป็นผู้ดำเนินการ โดยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายรองรับ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน

2) ผมเชื่อว่า การพยายามใช้กฎหมายเอาผิดกับนายทุนเงินกู้ จะไม่แก้ไขปัญหาเงินกู้นอกระบบ เพราะตราบใดที่ยังมีความต้องการเงินกู้ ตราบนั้นก็จะมีนายทุนปล่อยเงินกู้ ยิ่งขู่ว่าจะมีการใช้กฎหมายเอาผิดกับผู้ให้กู้ ยิ่งจะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้แพงขึ้น ให้ครอบคลุมความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของนายทุนเงินกู้

3) การแก้ไขปัญหาระบบคณะกรรมการหรือคณะทำงาน ท้ายที่สุดผลงานที่จะได้คือมติที่ประชุมที่จะเอาไปเก็บไว้ในแฟ้ม เพราะหน่วยราชการแต่ละแห่งต่างมีพันธกิจหลักของตนเองที่จะต้องทำตามหน้าที่เต็มมืออยู่แล้ว กรรมการที่เป็นข้าราชการระดับสูง เป็นกรรมการในคณะกรรมการชุดต่างๆ นับสิบคณะย่อมไม่สามารถแบ่งเวลามาประชุมและติดตามผลงานด้วยตนเอง ส่วนใหญ่หลังจากการประชุมนัดแรกต่างคนต่างก็ส่งตัวแทนมาเข้าประชุมแทนเพื่อรับข้อคิดเห็นต่างๆ ในการประชุมไปเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการตามระบบราชการ จึงไม่เกิดการบูรณาการจริงตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา

4) รัฐบาลจะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการส่งเสริมให้คนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อยใช้จ่ายก่อหนี้ เพื่อสร้างความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ เช่น นโยบายให้กู้ซื้อรถคันแรก เป็นต้น

5) สถาบันการเงินจะต้องลดการกระตุ้นให้ประชาชนก่อหนี้เพื่อการบริโภค โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต เพราะเมื่อกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้กู้เงินจากสถาบันการเงินมาใช้จ่ายจนเต็มพิกัดแล้ว ต่อไปก็ต้องกู้เงินนอกระบบมาใช้ เพื่อรับภาระค่าใช้จ่ายหนี้เพิ่มขึ้นจากเงินกู้ที่ก่อขึ้น และจากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น เคยให้บริการรถสาธารณะก็ใช้รถยนต์คันแรกที่กู้เงินมาซื้อไปทำงานแทน

6) ธุรกิจภาคเอกชนบางรายที่ประกอบธุรกิจแบบไม่มีจริยธรรม ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ใช้ความโลภและการพนันเป็นเครื่องมือทางการตลาดล่อหลอกให้ผู้ที่มีรายได้น้อยบริโภคสินค้าของตนเองโดยไม่จำเป็น เพื่อหวังรางวัลทองคำ หรือรถยนต์ หรือการโฆษณาคุณภาพสินค้าเกินจริง ควรจะลดการตลาดทำนองนี้ลงบ้าง เพราะสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการบริโภคสินค้าเหล่านี้เมื่อเทียบกับรายได้ของผู้ที่มีรายได้น้อยแล้วต้องจัดว่าค่อนข้างสูง

7) สังคมต้องลดการส่งเสริมกิจกรรมแสดงความฟุ้งเฟ้อร่ำรวยผ่านสื่อให้คนระดับล่างในสังคมอยากมีอยากได้เลือกแบบวิถีชีวิตของคนรวย เทพบุตรเทพธิดาทั้งหลายด้วยการกู้เงินมาสนองความอยากที่ถูกสร้างขึ้นเพราะค่านิยมของสังคม

8) รัฐบาลจะต้องหารายได้เพิ่มจากผู้ที่มีรายได้สูงบนส่วนยอดของพีระมิด เพื่อนำรายได้ส่วนเพิ่มมาจัดตั้งกองทุนล้างหนี้ของประชาชนที่เดือดร้อนจากปัญหาหนี้นอกระบบ

9) รัฐจะต้องส่งเสริมให้คนไทยยึดหลักว่า

รายได้เงินออม = รายจ่าย

ไม่ใช่ รายได้รายจ่าย = เงินออม

หรือหนักกว่านั้นคือ รายได้+หนี้ = รายจ่าย

10) รัฐต้องนำระบบเงินกู้นอกระบบขึ้นมาบนดินโดยไม่เน้นการควบคุมอัตราดอกเบี้ย ซึ่งควรปล่อยเป็นไปกลไกตลาด เพราะถ้าไม่จำกัดดอกเบี้ย ธุรกิจนี้ก็จะแฝงตัวอยู่ใต้ดินตลอดไป

อ่านแล้วเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างไร ให้เสนอความเห็น คสช.ครับ อย่าเสียเวลาโต้เถียงกับผม

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน