
ข้าราชการคุม"สนช."ข้อดีชัด-ข้อด้อยสว่าง
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลายเป็นหนึ่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่กำลังถูกจับตามองมากที่สุด
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลายเป็นหนึ่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่กำลังถูกจับตามองมากที่สุด ว่าจะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร หลังจากรัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจกับ สนช.ในแบบที่พิเศษแตกต่างจาก สนช.หลายสมัยที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ตามปกติ สนช.จะมีอำนาจหน้าที่เฉพาะการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างกฎหมายอื่นๆ ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจะกำหนดไว้ แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มอบอำนาจพิเศษประการสำคัญที่ทำให้ สนช.ดูมีความน่าสนใจมีด้วยกันอย่างน้อย 4 ประการ
1.การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เดิมทีอำนาจเลือกบุคคลใดมาดำรงตำแหน่งนายกฯจะเป็นอำนาจสิทธิขาดของหัวหน้าคณะผู้ก่อการรัฐประหาร แต่มาหนนี้ปรากฏว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบอำนาจนี้ให้กับสนช.เป็นผู้ดำเนินการ
2.การให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ อำนาจนี้อยู่ในมาตรา 23 ที่กำหนดให้ สนช.สามารถพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบในหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่รัฐบาลเป็นผู้เสนอได้
3.การมีส่วนร่วมกับการปฏิรูป มาตรา 32 ของรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ สนช.สามารถเสนอรายชื่อบุคคลเข้าไปเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จำนวน 5 คน รวมไปถึงการให้สนช.ทำหน้าที่รับพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เห็นว่ามีความจำเป็นต่อการต่อการปฏิรูปประเทศ
4.การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง มาตรา 6 ที่บัญญัติให้ “สนช.ทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎรวุฒิสภา และ รัฐสภา”ย่อมเป็นประเด็นที่สนช.ในอนาคตสามารถตีความได้ว่าตัวเองมีอำนาจลงมติถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง
ก่อนการรัฐประหารทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติส่งเรื่องให้วุฒิสภาดำเนินการถอดถอน4 กรณี ได้แก่ 1.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในคดีทุจริตจำนำข้าว 2.สมศักดิ์เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา 3.นิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ4.อดีต สว.จำนวน 36 คน ใน 3 กรณีหลังล้วนเป็นผลมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสว.โดยมิชอบ
ด้วยบทบาทและอำนาจหน้าที่ที่ สนช.มีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การคัดสรรบุคคลของ คสช.มีความเข้มข้นกว่าทุกครั้ง และสเปกที่ คสช.วางไว้ คือ “ต้องเป็นคนที่เข้าใจการทำงานของ คสช.” โดยเป็นสัญญาณที่ส่งมาจาก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าส่วนกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของ คสช. เมื่อวันที่ 24 ก.ค.
“ส่วนตัวไม่ได้มองว่าคนที่เป็น สนช.ต้องมีคุณสมบัติพิเศษอะไร แต่น่าจะเลือกจากบุคคลที่เข้าใจในการทำงานของ คสช. เพราะ คสช.ต้องรับผิดชอบทั้งหมดที่ทำในวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา” คำกล่าวจาก พล.อ.ไพบูลย์
ประโยคดังกล่าวที่ออกมาจาก พล.อ.ไพบูลย์ ทำให้มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่บุคคลผู้กำลังเข้ามาเป็น สนช.นั้นส่วนใหญ่อาจมาจาก “ข้าราชการ” เป็นหลัก เนื่องจากต้องยอมรับว่า ตั้งแต่เกิดการรัฐประหารมา ข้าราชการถือเป็นภาคส่วนที่ทำหน้าที่ฟันเฟืองให้กับ คสช.มาตลอด แน่นอนว่าย่อมต้องมีความเข้าใจการทำงานของ คสช.
การดึงข้าราชการมาเป็นแกนหลักให้กับสนช.จะมีผลให้โครงสร้างของ สนช.ที่ใกล้เกิดขึ้นจะเหมือนกับ สนช.เมื่อปี 2549
ปี 2549 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้แต่งตั้ง สนช.จำนวน 242 คน โดยมีบุคคลผู้เป็นข้าราชการในขณะนั้นและอดีตข้าราชการเข้ามาในสภา รวม 114 คน แบ่งเป็น ข้าราชการพลเรือน ระดับ 11 หรือเทียบเท่า 17 คน ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการอัยการ 12 คน ทหาร จำนวน 35 นาย ตำรวจ จำนวน 7 นาย และอดีตข้าราชการ 43 คน
ทว่า การมีข้าราชการหรืออดีตข้าราชการมาทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติมีทั้งข้อดีและข้อด้อยที่ท้าทาย คสช.อยู่สมควร
ในมิติหนึ่งย่อมมีประโยชน์ต่อการทำงานในภาพรวมของ สนช.อยู่พอสมควร เพราะข้าราชการเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและเข้าใจปัญหาของประเทศ จึงย่อมรู้ดีว่าจะใช้อำนาจนิติบัญญัติอย่างไร เพื่อพาประเทศไปสู่การปฏิรูปได้อย่างสง่างาม
ถึงจะมีข้อดี แต่ข้อด้อยก็มีอยู่เช่นกัน กล่าวคือ การที่ข้าราชการได้เข้ามาเป็น สนช. ไม่ได้หมายความว่าข้าราชการกลุ่มนี้จะทำงานเฉพาะในสภาเท่านั้น เพราะยังต้องปฏิบัติราชการให้กับหน่วยงานต้นสังกัดด้วย
ข้าราชการระดับสูงจำนวนไม่น้อยมีสถานะเป็น “ประธาน รองประธาน กรรมการ หรือเลขานุการโดยตำแหน่ง” ให้กับคณะกรรมการในบางชุดของกระทรวง หรือที่คณะรัฐมนตรีตั้งขึ้น สารพัดตำแหน่งดังกล่าวอันจะเป็นปัจจัยที่ลดทอนเวลาการทำงานใน สนช. ดังนั้นการให้ข้าราชการต้องมาแบกรับทั้งงานประจำของต้นสังกัดและงานพิเศษที่สภา จะนำมาซึ่งการสร้างปัญหาต่อการบริหารจัดการองค์ประชุมใน สนช.
ตัวอย่างมีให้เห็นมาแล้วจากผลงานของสนช.ชุดล่าสุด แม้จะสามารถพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้มีผลบังคับใช้ได้ถึง 215 ฉบับ แต่มีตำหนิเล็กน้อยหลังจากศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้ความเห็นกับร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาของ สนช. จำนวน 6 ฉบับ
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน
ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม
ร่างพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน
สาระสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการพิจารณากฎหมายดังกล่าวของ สนช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ล้วนมาจากการที่ สนช.พิจารณากฎหมายโดยที่องค์ประชุมไม่ครบ
ที่สุดแล้ว ถ้าข้าราชการต้องเข้ามาเป็นกระดูกสันหลังให้กับ สนช.จริง คสช.ก็จำเป็นต้องหาทางออกว่าจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้ข้าราชการเหยียบเรือสองแคมจนกระทบต่อภารกิจของ สนช.และเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก







