
ลดดอกเบี้ยเงินกู้ชาวนา3%
ธกส.ผวาเกษตรกรทำผิดเงื่อนไขแนะเร่งลงทะเบียนผู้ปลูกข้าวรักษาสิทธิ
ธกส.ผวาเกษตรกรทำผิดเงื่อนไขแนะเร่งลงทะเบียนผู้ปลูกข้าวรักษาสิทธิ
ธ.ก.ส.ห่วงชาวนาไม่ได้รับสิทธิลดดอกเบี้ย 3% แนะเร่งลงทะเบียนกับเกษตรอำเภอ
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีมติให้ ธ.ก.ส.ช่วยเหลือเกษตรกรผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการผลิตแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2557/2558 ลง 3% ต่อปี
ล่าสุดปรากฏว่ามีเกษตรกรมาขอใช้บริการสินเชื่อผ่าน ธ.ก.ส.ทุกสาขาทั่วประเทศ 2 ล้านราย แต่จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เกษตรกรยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวกับเกษตรอำเภอ หรือเกษตรจังหวัดในพื้นที่ ซึ่งหน่วยงานเหล่านั้นจะรวบรวมข้อมูลไปยังกรมส่งเสริมการเกษตร ก่อนจะส่งรายชื่อผู้ได้รับสิทธิมาให้กับ ธ.ก.ส.
ดังนั้น ธ.ก.ส.จึงขอให้เกษตรกรที่มาขอสินเชื่อครั้งนี้เร่งไปขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวกับหน่วยงานข้างต้น เพื่อที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดดอกเบี้ยเงินกู้จากอัตราเดิมที่เกษตรกรเคยกู้ลง 3% ในวงเงินกู้รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา คสช.ได้อนุมัติการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโดยการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต โดยจะเรียกผู้ประกอบการขายปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช รวมถึงผู้ให้เช่านา ผู้รับจ้างรถเกี่ยวข้าว และผู้ขายเมล็ดพันธุ์ ลดราคาทั้งหมดให้ จากข้อมูลของ ธ.ก.ส. ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอยู่ที่ไร่ละ 4,787 บาท หากเอกชนยอมลดราคาปัจจัยการผลิตลงทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงไร่ละ 432 บาท
ทั้งนี้ เมื่อรวมกับการลดดอกเบี้ย 3% จะทำให้ต้นทุนลดลงอีกไร่ละ 150 บาท รวมต้นทุนการผลิตลดลงไร่ละ 582 บาท อย่างไรก็ตาม คสช.ต้องชดเชยดอกเบี้ย ที่ธนาคารลดให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวประมาณ 2,000 ล้านบาท
สำหรับมาตรการประกันภัยนาข้าวนาปี ปีการผลิต 2557 มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเข้าโครงการแล้ว 7,000 ราย พื้นที่ 2 แสนไร่ จากเป้าหมาย 1.5 ล้านไร่ โดยอัตราค่าเบี้ยประกันภัยจะแบ่งตามลำดับความเสี่ยงของพื้นที่ตั้งแต่ 129.47-510.39 บาท/ไร่ แต่เกษตรกรจะจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 60-100 บาท/ไร่ เพราะที่เหลือรัฐจะเป็นผู้อุดหนุนแทนเกษตรกร
นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังร่วมอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยอีกไร่ละ 10 บาท ในกรณีเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ทำให้เกษตรกรจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 50-90 บาท/ไร่
การประกันภัยจะคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม ภัยแล้งหรือฝน ทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บและไฟไหม้ โดยได้รับชดเชย 1,111 บาท/ไร่ ยกเว้นศัตรูพืชและโรคระบาด ได้รับการชดเชย 555 บาท/ไร่ กรณีประสบภัยเกษตรกรจะได้เงินช่วยจากรัฐไร่ละ 1,113 บาท/ไร่ เมื่อรวมกับประกันภัยที่เกษตรกรซื้อไว้อีก 1,111 บาท/ไร่ เท่ากับว่าเกษตรกรได้รับเงินชดเชยไร่ละ 2,224 บาท







