
การรักษาใจ (ตอนที่ 2)
สวัสดีท่านผู้อ่านที่เคารพ อาทิตย์ก่อนได้นำเรื่องของ พระภิกษุ 60 รูป ในสมัยพุทธกาล
สวัสดีท่านผู้อ่านที่เคารพ อาทิตย์ก่อนได้นำเรื่องของ พระภิกษุ 60 รูป ในสมัยพุทธกาล เรียนกัมมัฏฐานจากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็พากันมาอยู่จำพรรษา ณ มาติกคาม โดยมีอุบาสิกาผู้หนึ่งเป็นผู้ฉลาดในการอุปัฏฐาก
ในระหว่างพรรษากาลนางได้ขอให้พระภิกษุสอนสมณธรรมที่พวกท่านปฏิบัติ คือ การสาธยายอาการ 32 เริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมในอัตภาพ นางได้นำไปปฏิบัติ เพียงไม่นานก็ได้บรรลุมรรค 3 ผล 3 ก่อนกว่าพระภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด อีกทั้งนางยังได้ ปฏิสัมภิทา 4 และโลกียอภิญญา อีกด้วย นางจึงใช้อภิญญาจิตพิจารณา ว่าทำไมพระท่านยังไม่บรรลุธรรมเหมือนกับตน จึงได้ทราบว่าเพราะได้ภัตตาหารที่ไม่เหมาะคือไม่เป็นที่สบาย (ไม่สัปปายะ) จึงคิดอนุเคราะห์ จัดหาภัตตาหารอันประณีตที่สัปปายะมาถวาย พระภิกษุทั้ง 60 รูป เมื่อได้ภัตตาหารอันเป็นที่สบายแล้วจิตก็สงบการเจริญกัมมัฏฐานก้าวหน้า จนออกพรรษาทุกรูปก็บรรลุมรรคผล เมื่อออกพรรษาภิกษุเหล่านั้นก็ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าและสรรเสริญคุณของอุบาสิกานั้น จนภิกษุปุถุชนรูปหนึ่งได้ยินเข้า ก็อยากจะมาอยู่ ณ มาติกคาม ให้นางอุปัฏฐากบ้าง เผื่อว่าท่านจะได้บรรลุมรรคผลเพราะอาศัยอุบาสิกาผู้มีฤทธิ์สามารถรู้ใจ รู้ความคิด ความปรารถนาของผู้อื่นได้
ความก็จบอยู่ตรงที่ว่า ...เมื่อภิกษุรูปนั้นเรียนกัมมัฏฐานจากพระพุทธเจ้าแล้วจึงกราบทูลลาไปยังที่นั้น เมื่อเดินทางมาถึงมาติกคาม ภิกษุรูปนั้นมีความคิดว่า “เราเดินทางมาไกลเกิดความเหน็ดเหนื่อย เราจักไม่สามารถกวาดวิหารได้ไฉนหนอ อุบาสิกานี้จะพึงส่งคนผู้ชำระวิหารมาเพื่อเรา”
อุบาสิกานั้นนั่งอยู่ที่บ้านของตน ก็ทราบความประสงค์นั้นด้วยใจ แล้วจึงส่งคนไปทำการชำระวิหาร
ภิกษุนั้นก็คิดต่อไปว่า “ไฉนหนอ อุบาสิกาจึงจะพึงทำน้ำดื่มละลายด้วยน้ำตาลกรวดมาเพื่อเรา” อุบาสิกานั้นนั่งอยู่ที่บ้านของตน ก็ทราบความประสงค์นั้นเช่นกัน ได้ส่งน้ำนั้นไปถวาย
ภิกษุนั้นก็คิดต่อไปอีกว่า “ขออุบาสิกา จงส่งข้าวยาคู (ข้าวต้ม) และแกงอ่อมมาเพื่อเรา ในวันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่เถิด” อุบาสิกานั้นก็จัดส่งถวายให้ตามความประสงค์
ภิกษุนั้นก็คิดต่อไปอีกว่า “ไฉนหนอ อุบาสิกาจงส่งของขบเคี้ยวเห็นปานนี้มาเพื่อเรา” อุบาสิกาก็จัดส่งไปถวายให้ตามความประสงค์อีกเช่นกัน
ท้ายสุด ภิกษุนั้นคิดว่า “อุบาสิกานี้ส่งวัตถุที่เราคิดแล้วๆ ทุกๆ สิ่งส่งมา เราอยากจะพบอุบาสิกานั่น ไฉนหนอ นางพึงถือโภชนะมาเพื่อเราด้วยตนเองทีเดียว” อุบาสิการู้ความประสงค์ จึงนำโภชนะมาถวายด้วยตนเอง
ภิกษุเมื่อพบอุบาสิกาจึงได้ถามว่า ท่านหรือคือ มาติกมาตา นางก็รับว่า ใช่ และ “ท่านเป็นผู้ที่ทราบจิตของคนอื่นหรือ” นางตอบโดยอ้อมว่า “ภิกษุที่รู้จิตของคนอื่น ก็มีมาก” เมื่อภิกษุถามเฉพาะตัวนาง อุบาสิกา ก็ตอบอ้อมอีกว่า “ธรรมดาคนทั้งหลายผู้รู้จิตของคนอื่น ย่อมทำอย่างนั้นได้”
ภิกษุรูปนั้นจึงลาอุบาสิกากลับไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคิดว่า “กรรมนี้หนักหนอ ธรรมดาปุถุชน ย่อมคิดถึงอารมณ์อันงามบ้างไม่งามบ้าง ถ้าเราจักคิดสิ่งอันไม่สมควรแล้วไซร้ อุบาสิกานี้ก็พึงยังเราให้ถึงซึ่งประการอันแปลก เหมือนจับโจรที่มวยผม พร้อมด้วยของกลางฉะนั้น”
เมื่อกลับไปจึงกราบทูลพระพุทธเจ้าถึงเหตุที่ตนไม่กล้าอยู่ในที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “ภิกษุ เธอควรอยู่ในที่นั้นแหละ” ภิกษุกล่าวปฏิเสธ ว่า “ข้าพระองค์จักอยู่ในที่นั้นไม่ได้” พระศาสดาตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น เธอจักอาจรักษาสิ่งหนึ่งเท่านั้น ได้ไหม”
ภิกษุทูลถามว่า “รักษาอะไร พระเจ้าข้า”
พระศาสดา ตรัสว่า “เธอจงรักษาจิตของเธอนั่นแหละ ธรรมดาจิตนี้บุคคลรักษาได้ยาก เธอจงข่มจิตของเธอไว้ให้ได้ อย่าคิดถึงอารมณ์อะไรๆ อย่างอื่น ธรรมดาจิตอันบุคคลข่มได้ยาก” แล้วตรัสพระคาถาว่า
การฝึกจิตอันข่มได้ยาก เป็นธรรมชาติเร็ว
มักตกไปในอารมณ์ตามความใคร่
เป็นการดี (เพราะว่า)
จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมเป็นเหตุนำสุขมาให้
พระภิกษุรูปนั้นจึงกลับไปยังมาติกคามอีก
ความจะเป็นอย่างไร ขอเชิญติดตามอาทิตย์หน้า...







