
สนช.ต้องหลากหลาย
เข้าสู่ระยะที่ 2 ของการควบคุมอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
เข้าสู่ระยะที่ 2 ของการควบคุมอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 โดยระยะที่ 2 นี้ จะเริ่มต้นจากแม่น้ำสายแรก คือการแต่งตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เข้ามาทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย เพื่อเป็นองค์ประกอบสำคัญในการปฏิรูปประเทศ ตามเป้าหมายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. หนึ่งสัปดาห์หลังจากนี้ คนไทยจะได้เห็นหน้าตาของ สนช.ทั้ง 220 คน แม้ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นใครบ้าง แต่เริ่มมีข่าวออกมาแล้วว่าจะเต็มไปด้วยนายทหารทั้งในและนอกราชการมากกว่า 80 คน นอกจากนั้นล้วนเป็นข้าราชการ รวมถึงบุคคลใกล้ชิด คสช. ที่ร่วมเป็นร่วมตายในการยึดอำนาจมาด้วยกัน
จริงอยู่ การแต่งตั้งเฉพาะคนใกล้ชิดไม่ใช่เรื่องผิด เพราะอดีตที่ผ่านมาการรัฐประหารทุกครั้ง มักแต่งตั้ง สนช.ขึ้นมาเพื่อตอบแทนคนแวดล้อมให้เข้ามามีบทบาทสำคัญ แต่ในครั้งนี้ เมื่อหัวหน้า คสช.ตั้งโจทย์ว่ากฎหมายที่ สนช.ร่าง ต้องนำไปสู่การปฏิรูปทั้งด้านการเมือง การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น รวมถึงต้องสร้างหลักธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เรื้อรังยาวนานกว่า 10 ปี การแต่งตั้งเฉพาะคนใกล้ชิดโดยไม่คำนึงถึงความรู้ความสามารถ ย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาได้
สนช.มีความสำคัญมาก เทียบเท่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นผู้วางกรอบการปฏิรูปประเทศ หรือกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การทำหน้าที่ผู้แทนประชาชนในการพิจารณากฎหมายนั้น เป็นสิ่งจำเป็นในระดับต้นๆ ที่ผ่านมากลไกของ สนช.ที่ปราศจากนักการเมืองนั้น สามารถออกกฎหมายที่มีประโยชน์กับประชาชนภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น สนช. ชุดปี 2549 สามารถผ่านกฎหมายได้มากกว่าในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้มากกว่า 3 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี
แต่แน่นอนกระบวนการที่เร่งรัดและรวดเร็ว ต้องอาศัยกลไกตรวจสอบแทนประชาชนด้วยว่ากฎหมายแต่ละฉบับจะไม่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มบุคคลหรือกลุ่มนายทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้น คสช.ควรเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายกลุ่มสาขาอาชีพเข้าไปทำหน้าที่ มากกว่าจะให้กระจุกตัวเฉพาะคนใกล้ชิดที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้
ในห้วงเวลาที่ คสช.มีอำนาจพิเศษเป็นรัฏฐาธิปัตย์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน 65 ล้านคน ให้เห็นว่าตัวแทนที่เข้าไปทำหน้าที่พิจารณากฎหมายนั้น เป็นตัวแทนของพวกเขาอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้การปฏิรูปได้รับการยอมรับ และลดข้อครหาว่าการปฏิรูปเอื้อประโยชน์ให้เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น เพราะหากเป็นไปตามนี้ก็จะทำให้การยึดอำนาจครั้งนี้เสียของ และวิกฤตการเมืองไทยก็จะกลับมาเข้าสู่วงจรเดิมอย่างที่ผ่านมา







