
สธ.เผยพบป่วยโรคเนื้อเน่าปีละ100-200ราย
สธ.เผยพบผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าปีละ 100-200 ราย ส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ชี้กลุ่มเสี่ยง เบาหวาน ไตวาย ดื่มหนัก ต้องระวัง
สธ.เผยพบผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าปีละ 100-200 ราย ส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ชี้กลุ่มเสี่ยง เบาหวาน ไตวาย ดื่มหนัก ต้องระวัง
เมื่อวันที่ 27 ก.ค. นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า โรคที่ปรากฏเป็นข่าวว่าเป็นแบคทีเรียกินเนื้อคนนั้น ทางการแพทย์เรียกว่า เนคโครไทซิ่ง แฟสซิไอติส (Necrotizing fasciitis) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า โรคเนื้อเน่า จัดเป็นโรคติดเชื้อที่ผิวหนังและชั้นไขมันใต้ผิวหนังอย่างรุนแรง มีอัตราตายและพิการสูง พบมากที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักพบในเกษตรกร ที่ทำไร่ทำนา ทำให้มีโอกาสเกิดบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ และสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่ในดิน หรือในน้ำได้ง่าย
ทั้งนี้ในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยประมาณ 100 - 200 ราย อัตราตายร้อยละ 9 - 64 ขึ้นอยู่กับระยะเวลา และความรุนแรง หากมาพบแพทย์เมื่อมีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อกแล้ว จะทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น โดยช่วงระยะเวลาที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือเดือนมีนาคม – มิถุนายน รองลงมาเป็นช่วงเดือนกรกฎาคม –ตุลาคม ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับโรคนี้ โดยเฉพาะการดูแลบาดแผล อาการที่ต้องรีบไปพบแพทย์ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต
สำหรับกลุ่มประชาชนที่มีความเสี่ยงเกิดโรคเนื้อเน่า ได้แก่ ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำหรือเป็นโรคเกี่ยวกับเส้นเลือด เช่นเบาหวาน ไตวาย มะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด ผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ที่กินยาสเตียรอยด์หรือยาชุด ผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ เป็นต้น ต้องระวังอย่าให้มีบาดแผล หากมีบาดแผลก็จะต้องดูแลรักษาแผลให้สะอาด และหลีกเลี่ยงให้แผลโดนน้ำหรือดิน เพื่อไม่ให้แผลติดเชื้อลุกลามเป็นโรคเนื้อเน่า
ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคเนื้อเน่า ส่วนใหญ่จะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และมีอาชีพทำนา ตำแหน่งที่เกิดเกือบครึ่งหนึ่งเกิดที่บริเวณขา รองลงมาเป็นบริเวณเท้า เนื่องจากต้องเดินลุยดงหญ้า นาข้าว เหยียบย่ำโคลนระหว่างทำนา ทำให้มีแผลถูกใบหญ้าใบข้าวบาด กิ่งไม้ข่วน เกิดแผลเล็กๆ จึงไม่ได้ให้ความสนใจทำความสะอาด เมื่อเชื้อโรคที่พบในดินในน้ำทั่วๆ ไปเข้าไปในแผล จะทำให้เกิดการอักเสบ ลุกลามได้ง่าย รายที่รุนแรงที่สุดคือเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ภาวะไตวาย และช็อค เสียชีวิตในที่สุด
สำหรับเชื้อที่พบบ่อยคือ สเตรปโตคอคคัส กลุ่มเอ โดยจะปวดแผลมาก แผลอักเสบบวม แดง ร้อนอย่างรวดเร็ว โดยอาการปวดจะรุนแรงมากแม้จะมีบาดแผลเล็กๆ ก็ตาม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ รวมทั้งมีไข้สูง ผิวหนังที่บาดแผลมีสีคล้ำ ม่วง ดำ หรือมีถุงน้ำเกิดขึ้น หากได้รับการตรวจรักษาที่รวดเร็ว โดยผ่าตัดเอาเนื้อที่เน่าตายออก และให้ยาปฏิชีวนะ จะลดอัตราตายและพิการลงได้
ทั้งนี้จากการสอบประวัติผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าพบว่า ส่วนใหญ่มีปัจจัยเสี่ยง คือมีบาดแผลเล็กๆน้อยๆ นำมาก่อน เช่น มีดบาด ตะปูตำ หนามข่วน สัตว์ มดกัด เป็นต้น แล้วปล่อยปละละเลย ไม่ได้ทำความสะอาดแผลอย่างถูกต้อง หรือบางรายใช้สมุนไพรที่ทำเองพอกแผล ทำให้เชื้อโรคเข้าไปในแผลและเข้าสู่กระแสเลือด
นพ.โสภณกล่าวอีกว่า ในการป้องกันโรคดังกล่าว ขอให้ประชาชนดูแลระมัดระวังอย่าให้มีบาดแผลเกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วมขอให้ใส่รองเท้าบู๊ทยาว ป้องกันถูกของมีคมทิ่มแทงที่เท้า และป้องกันบาดแผลที่ขา หากมีบาดแผลขอให้หลีกเลี่ยงการลุยน้ำ และทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ และใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพรวิดีน ระวังอย่าให้มีสิ่งสกปรกเข้าไปในบาดแผล โดยเฉพาะบาดแผลที่เกิดจากวัสดุที่สกปรก เช่น ตะปู หนาม ไม้ที่อยู่ในน้ำ ทิ่มแทง ควรรีบไปพบแพทย์หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน และสังเกตอย่างใกล้ชิดหากมีไข้ บวม ปวดแผลมากขึ้นให้รีบปรึกษาแพทย์
นอกจากนี้ ควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยกินอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่นไข่ ปลา เนื้อสัตว์ต่างๆ และผักผลไม้ เพื่อช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น หลังเสร็จภารกิจการทำงานในไร่นา หรือหาปลาให้รีบอาบน้ำชำระล้างร่างกายทันที และไม่ควรกินยาชุดหรือซื้อยาลูกกลอน ยาแก้ปวดเมื่อยกินเป็นประจำ เนื่องจากอาจมีสารสเตียรอยด์ผสมอยู่ ซึ่งจะไปกดภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้ติดเชื้อง่าย ไตวายได้ ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจสามารถโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422







