
เขตเศรษฐกิจพิเศษฝันที่กำลังกลายเป็นจริง
การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณพื้นที่ชายแดน เป็นหนึ่งในประเด็นทางเศรษฐกิจที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณพื้นที่ชายแดน เป็นหนึ่งในประเด็นทางเศรษฐกิจที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หยิบมาปัดฝุ่นและพร้อมจะผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในเวทีโลก
กระทั่งเมื่อวันที่ 15 ก.ค. การประชุมนัดแรกของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ได้เห็นชอบพื้นที่ที่มีศักยภาพเหมาะสมในการจัดตั้งเป็นเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก 5 พื้นที่ ได้แก่ อ.แม่สอด จ.ตาก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว อ.คลองใหญ่ จ.ตราด อ.สะเดา จ.สงขลา และ จ.มุกดาหาร
ที่ประชุมมอบหมายคณะอนุกรรมการ 3 ชุด คือ คณะอนุกรรมการด้านสิทธิประโยชน์ ขอบเขตพื้นที่ และศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านการลงทุน คณะอนุกรรมการศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน สาธารณสุข และความมั่นคง และคณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากร ไปจัดทำรายละเอียดศักยภาพของแต่ละพื้นที่พร้อมแนวทางการให้การส่งเสริมฯ เพื่อนำเสนอต่อ กนพ. ในการประชุมครั้งหน้า ซึ่งจะมีการประชุมกันทุกเดือน
สำหรับเรื่องกฎหมายที่จะนำมาใช้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ อธิบายว่า จะนำกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันมาใช้กับพื้นที่นำร่องทั้ง 5 แห่งก่อน จากนั้นหากมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่ ก็จะพิจารณาอีกครั้ง
กฎหมายที่จะนำมาปรับใช้ คือ กฎหมายส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่จะให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ที่ลงทุนในเขตที่ให้การส่งเสริม โดยเบื้องต้นจะให้สิทธิประโยชน์เป็นพื้นที่เขต 3 บวก คือ เป็นรองเพียงจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น กฎหมายการนิคมอุตสาหกรรมที่จะกำหนดการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ลงทุนในนิคมฯ ในพื้นที่ที่ให้การส่งเสริม และกฎหมายศุลกากร ที่สามารถกำหนดยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าส่งออกสำหรับการนำเข้าผลิตและส่งออกในพื้นที่ที่ให้การส่งเสริม
“กนพ.พยายามจะให้เกิดพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเป็นรูปธรรมเร็วที่สุด เพราะหัวหน้า คสช.ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก โดยเป้าหมายขั้นต่ำคือต้องเห็นเป็นรูปธรรม 1 พื้นที่ภายในปี 2558 ก่อนเปิดเออีซี แต่ กนพ.ก็จะผลักดันให้ได้มากที่สุดภายใต้พื้นที่เป้าหมายทั้ง 5 แห่ง” อาคม กล่าว
ผลการศึกษาของสภาพัฒน์ ระบุว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาชายแดน ซึ่งจะเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ เพื่อสร้างประโยชน์จากการเชื่อมโยงกับฐานการผลิตหลักภายในประเทศเองและกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค อีกทั้งยังจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากในและต่างประเทศ ซึ่งจะตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาประเทศในภาพรวม
ขณะเดียวกัน จะช่วยให้คนท้องถิ่นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทำให้เกิดการจ้างงานและเพิ่มรายได้ให้ชุมชน ช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดต่างๆ ที่ประเทศไทยประสบอยู่ เช่น ปัญหาขาดแคลนแรงงานมีทักษะ ปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือความแออัดของด่านพรมแดนได้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการลงทุน การจัดตั้งพื้นที่เศรษฐกิจต่างๆ สุดท้ายผลประโยชน์และโอกาสการค้าการลงทุนมักตกอยู่กับนายทุนรายใหญ่ของประเทศและนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านเงินทุน
ขณะที่ธุรกิจท้องถิ่นหรือคนในพื้นที่กลับได้รับประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเพียงน้อยนิด หรือจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่โอกาสที่จะมีส่วนร่วมหรือใช้ประโยชน์จากเขตเศรษฐกิจพิเศษของท้องถิ่นจึงเกิดขึ้นยาก
จากการสอบถามตัวแทนหอการค้าจังหวัดของพื้นที่เป้าหมายนำร่องทั้ง 5 แห่ง ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดคือท้องถิ่นจะไม่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว
ดังนั้น หากต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่นหรือเอสเอ็มอีในพื้นที่ ผู้กำหนดนโยบายก็ต้องให้สิทธิประโยชน์และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีโอกาสทำการค้าการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
รวมทั้งจัดทำสิทธิประโยชน์การส่งเสริมธุรกิจในแต่ละเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยคำนึงถึงจุดเด่นของพื้นที่เป็นหลัก เช่น จุดขายของ จ.ตราด คือ ท่องเที่ยว เกษตรกรรม โดยเฉพาะผลไม้และการค้าชายแดน อุตสาหกรรมที่จะส่งเสริมก็ต้องต่อยอดกับสิ่งที่ท้องถิ่นดำเนินการอยู่ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับคนท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม อาจใช้รูปแบบการส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์แบบเดียวกันในทุกเขตก็ได้ แต่กิจการที่ต้องการส่งเสริมต้องเป็นไปตามศักยภาพเฉพาะของพื้นที่ เพราะหากจัดการไม่เหมาะสม แทนที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจะเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถของพื้นที่ อาจทำให้เกิดภาวะผลประโยชน์กระจุกตัว ไม่ได้กระจายสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง อีกทั้งอาจตกเป็นเป้าต่อต้านจากคนพื้นที่ด้วย เพราะนำอุตสาหกรรมที่ส่งผลเสียต่อชุมชนเข้าไป
นอกจากนี้ ประเด็นสิ่งแวดล้อมก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะแนวคิดตั้งเขตเศรษฐกิจในอดีตนั้น มีหลายฝ่ายออกมาท้วงติงเรื่องแนวทางบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการที่ดิน การจัดทำผังเมือง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนในพื้นที่ ทำให้เกิดการต่อต้านการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ดังนั้นผู้ดำเนินการรอบนี้จะต้องพิจารณารายละเอียดในทุกมิติอย่างรอบคอบที่สุด
อีกประเด็นที่ต้องสนใจคือ รูปแบบการปกครองเขตเศรษฐกิจพิเศษจะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น ยิ่งในช่วงที่ไทยถูกจับตามองเรื่องความโปร่งใสในการทำธุรกิจจากต่างชาติ ยิ่งต้องทำให้เห็นว่าการทำธุรกิจในพื้นที่นี้จะลดการเกิดคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ
นอกจากนี้ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในช่วงที่ประเทศกำลังเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ก็จำเป็นต้องพิจารณาการส่งเสริมการลงทุนของประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน
อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ไทยอาจมีข้อกำหนดเหมือนและแตกต่างจากเพื่อนบ้านบ้าง แต่การยกเว้นภาษีนั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการท้องถิ่นหรือในพื้นที่ใกล้เคียงจะต้องได้รับการยกเว้นมากที่สุด เพื่อจูงใจให้มาลงทุน รองลงมาคือ ผู้ประกอบการในประเทศและนักลงทุนต่างชาติ ตามลำดับ รวมทั้งจัดตั้งกองทุนพิเศษเพื่อส่งเสริมเอสเอ็มอีที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจในพื้นที่ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน
ส่วนการจ้างงานก็ต้องอนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าว เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่มาตั้งในพื้นที่ชายแดน ขณะเดียวกันเมื่อหวังจะเชื่อมโยงเพื่อนบ้านก็ต้องทำให้ระบบการขนส่งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบต่างๆ เอื้อต่อการขนส่งข้ามแดนมากขึ้นด้วย
สุดท้ายแล้วการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษจะไปถึงฝั่งอันสวยหรูได้หรือไม่ คนท้องถิ่นจะได้รับประโยชน์มากน้อยแค่ไหน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศได้จริงหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับการวางแผนก่อนลงมือทำอย่างรอบด้าน







