posttoday
ปฏิรูป"นิติเวช"คืนความเป็นธรรมให้เหยื่อ

ปฏิรูป"นิติเวช"คืนความเป็นธรรมให้เหยื่อ

21 กรกฎาคม 2557

เชื่อเถอะตำรวจไม่ยอมปล่อยนิติเวชไปแน่ ข้อเสนอของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่จะปฏิรูป “สถาบันนิติเวช”

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เชื่อเถอะตำรวจไม่ยอมปล่อยนิติเวชไปแน่ ข้อเสนอของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่จะปฏิรูป “สถาบันนิติเวช” ด้วยการแยกออกจากต้นสังกัดเดิม คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) นั้น

แม้เป็นเรื่องดี แต่คงเป็นไปได้ยาก

คุณหมอพรทิพย์ได้เสนอ 3 โมเดลในการปฏิรูปต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว โดย 2 ใน 3 เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต้นสังกัดใหม่ของ “สถาบันนิติเวช” ประกอบด้วย 1.ให้สถาบันนิติเวชร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จัดตั้งเป็นกรมในกระทรวงสาธารณสุข 2.ร่วมกันแล้วจัดตั้งเป็นกรมในกระทรวงยุติธรรม

แม้ว่า พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะรับฟังข้อเสนอปฏิรูปข้างต้น แต่ก็ส่งสัญญาณชัดผ่านการให้สัมภาษณ์

“มาตรฐานของสถาบันนิติเวชในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจก็เป็นไปตามมาตรฐานสากล...โครงสร้างใหม่ของ สตช.นั้น สถาบันนิติเวชก็ยังอยู่ในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจ เพราะยังไม่มีปัญหาใดๆ”

ทว่าซีกของ “เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน” ในสถาบันนิติเวชกลับเห็นตรงกันข้าม โดยยืนกรานในทิศทางเดียวกันว่าควรย้าย เพราะมีปัญหามานานแล้ว

เท่าที่โพสต์ทูเดย์รวบรวมข้อมูล พบความอึดอัดใจของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันนิติเวช 3 ประเด็นสำคัญ

1.คดีถูกรวบรัดตัดตอน โดยเฉพาะคดีใหญ่เรียกได้ว่าเกือบ 100% ซึ่งในอดีตระบบนิติเวชจะแบ่งพื้นที่รับผิดชอบเป็นโซนๆ ให้โรงพยาบาลแต่ละแห่งเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ช่วง 35 ปีให้หลังมานี้ มีการสั่งเจ้าหน้าที่นิติเวชไปทำคดีใหญ่ๆ ในทุกพื้นที่ แน่นอนว่าสามารถ “ควบคุม” หลักฐานผลการผ่าชันสูตรได้ทั้งหมด

2.เงินอุดหนุนไม่เพียงพอ โดยระดับแพทย์ชันสูตรจะมีเบี้ยเลี้ยงค่าผ่าเฉลี่ยศพละ 3,000 บาท ส่วนเจ้าหน้าที่เย็บศพ เจ้าหน้าที่ขนส่งวัตถุพยานก็จะได้ลดหลั่นกันไป อาจดูเหมือนมากแต่เงินจำนวน 3,000 บาทของแพทย์ เหมารวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ จนสิ้นสุดคดีความ เช่น ค่าเดินทางไปให้ปากคำที่ศาลซึ่งบางคดีอาจต้องไป 45 ครั้ง สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น คือ เงินเบี้ยเลี้ยงของ สตช. มีจ่ายไม่เกิน 4 เดือนแรกของปีก็หมด ในขณะที่ภาระงานก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

3.ข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีหน่วยปฏิบัติการพิเศษ “เฉลิมเผ่า” ทำงานร่วมกับ “มูลนิธิ”

หน่วยนี้มีหน้าที่แบ่งพื้นที่การรับผิดชอบของเหล่ามูลนิธิไม่แตกต่างกับการจัดสรรไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ นั่นเพราะญาติมักจะร้องเรียนว่าถูกมูลนิธิเจ้าของพื้นที่เรียกเก็บค่าดำเนินการจากญาติศพ ตั้งแต่ 1,0003,000 บาท และส่วนหนึ่งของเงินเหล่านั้นก็จะถูกส่งทอนกลับคืนสู่ตำรวจ ทั้งในรูปแบบการจ่ายเป็นครั้งคราว การจ่ายรายเดือน งานเลี้ยง ของกำนัล

“ยังไม่นับการรับผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ แต่สร้างความเสียหายให้กับผู้เสียหายอย่างมาก เช่น มีการอ้างว่าสามารถดีลกับแพทย์ผู้ผ่าชันสูตรเพื่อกำหนดรูปคดีได้” เจ้าหน้าที่นิติเวชเล่าตรงไปตรงมา

อย่างไรก็ดี หากสามารถ “ปฏิรูป” เปลี่ยนโครงสร้างสถาบันนิติเวชให้หลุดออกไปจาก “ระบบตำรวจ” ได้จริง เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหลายรายเชื่อตรงกันว่า สภาพปัญหาทั้งหมดจะดีขึ้น

“ความโปร่งใสของคดีจะมีมากขึ้น นั่นเพราะไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีเรื่องตำแหน่ง ไม่มีการวิ่งเต้น ไม่มีนายสั่ง ส่วนการทำงานก็จะตรวจสอบได้มากขึ้น การรีดไถก็จะลดลง และมีโอกาสได้รับการจัดสรรงบประมาณเบี้ยเลี้ยงอย่างเพียงพอ” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งระบุ

“ทั้งหมดเป็นเรื่องดีแต่ทำยาก เพราะตำรวจจะเสียอำนาจ ควบคุมนิติเวช และควบคุมคดีไม่ได้ ยิ่งถ้าเป็นไปตามที่คุณหมอพรทิพย์เสนอ คือ ทำระบบของสหรัฐอเมริกาคือนิติเวชอยู่เหนือตำรวจ แน่นอนว่าตำรวจยิ่งต้องขัดขวางทุกรูปแบบ นั่นเพราะสหรัฐเมื่อนิติเวชบอกว่าคดีต้องเป็นแบบนี้ๆ ตำรวจต้องไปเก็บพยานเพิ่มเติมตามที่นิติเวชบอก แต่ในประเทศไทยมันกลับกัน คือ ตำรวจบอกว่าคดีเป็นแบบนี้ นิติเวชก็ต้องทำตามให้เป็นแบบนี้ ทุกวันนี้แค่ตำรวจรวมหัวกับนักการเมืองท้องถิ่นก็เปลี่ยนคดีฆาตกรรมให้กลายเป็นฆ่าตัวตายได้แล้ว”

จากนี้ต้องวัดใจ คสช. โดยมี “ความยุติธรรม” เป็นเดิมพัน

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน