
การรักษาใจ
ฤดูฝนก็มาถึงแล้ว วันเข้าพรรษาก็ผ่านไปแล้ว เพื่อให้เหมาะแก่ฤดูกาลเข้าพรรษา
ฤดูฝนก็มาถึงแล้ว วันเข้าพรรษาก็ผ่านไปแล้ว เพื่อให้เหมาะแก่ฤดูกาลเข้าพรรษา วันนี้ MQ จึงนำเรื่องราวของภิกษุในสมัยพุทธกาลที่อยู่จำพรรษาแล้วได้มีเรื่องเกี่ยวกับ “การรักษาใจ” มากราบทูลถามต่อพระพุทธเจ้า เรื่องราวมีอยู่ว่า
ในพรรษากาลครั้งนั้น ภิกษุประมาณ 60 รูปได้เรียนกรรมฐาน จากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็หาที่จำพรรษาในที่ใกล้เชิงเขาในตำบลชื่อ มาติกคาม ภิกษุได้เข้าไปบิณฑบาตในตำบลนั้น ได้พบอุบาสิกาผู้เป็นมารดาของเจ้าบ้านนั้น นางได้ถวายบิณฑบาต และได้กราบเรียนพระภิกษุว่า “ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักอยู่ในที่นี้ตลอด 3 เดือนนี้ไซร้ ดิฉันจักรับสรณะ 3 ศีล 5 และทำอุโบสถกรรม”
พระภิกษุเหล่านั้นจึงรับที่จะจำพรรษาอยู่ ณ มาติกคาม นางได้จัดวิหารถวายภิกษุเหล่านั้น เมื่อจำพรรษาพระภิกษุทั้ง 60 รูป ก็ได้ตกลงกันไว้ว่า “พวกเราไม่ควรประมาท เพราะว่ามหานรกทั้ง 8 ขุม (มีอเวจี เป็นต้น) มีประตูเปิด (คอยท่า) พวกเราเหมือนอย่างเรือนของตนทีเดียว” และพวกเราก็ได้เรียนกัมมัฏฐานจากสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้ามาแล้ว จึงตกลงกันจะปฏิบัติโดยไม่ประมาท จะไม่อยู่ในที่เดียวกัน 2 รูป ในเวลาอื่นๆ ยกเว้นเวลาบำรุงพระเถระในเวลาเย็น และในภิกษาจารในเวลาเช้าเท่านั้น ที่จะมารวมกัน หากในเวลาอื่นภิกษุรูปใดเกิดไม่ผาสุก (เช่น เกิดป่วยไข้ไม่สบาย) ให้มาตีระฆังในที่ท่ามกลางวิหาร หากรูปอื่นๆ ได้ยินเสียงระฆัง ก็ให้มาทำยาให้แก่ภิกษุนั้น
วันหนึ่งอุบาสิกานางนั้นพร้อมบริวารของตนได้นำเภสัชทั้งหลาย มีเนยใสและน้ำอ้อย มาเพื่อถวายพระภิกษุผู้จำพรรษาเหล่านั้น
แต่เมื่อเข้ามาถึงก็ไม่พบภิกษุสักรูปเดียว จึงได้ถามคนที่อยู่ละแวกนั้น เขาทราบว่าพวกท่านทำกติกาไว้ถ้าไม่มีใครตีระฆังทุกรูปก็จะต่างอยู่ประพฤติธรรมของตน นางจึงให้ตีระฆังขึ้น เมื่อตีระฆังนางก็เห็นพระภิกษุเดินออกมาทีละรูป จากที่หนึ่งๆ ไม่มีเลยสักรูปที่จะเดิมมาจากทางเดียวกัน นางเกิดความสงสัยจึงถามว่า พวกท่านผู้เจริญทะเลาะวิวาทกันหรืออย่างไร เพราะมาทีละรูปๆ ไม่เหมือนเวลาที่เข้าไปบิณฑบาตมาโดยรวมกันทั้งหมด
พระภิกษุรูปหนึ่งจึงได้อธิบายว่า พวกเรานั่งทำสมณธรรมในที่แห่งหนึ่งๆ ไม่ได้ทะเลาะวิวาทกันแต่อย่างใด อุบาสิกาจึงได้ถามถึงสมณธรรมที่พระภิกษุปฏิบัติ ท่านอธิบายว่า “พวกฉันทำการสาธยายอาการ 32 เริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมในอัตภาพอยู่” นางจึงได้ถามต่อไปว่า การสาธยายอาการ 32 นั้นควรแต่กับภิกษุหรือ? ภิกษุได้ตอบว่า ธรรมนี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงห้ามแก่ใครๆ อุบาสิกาจึงได้ขอให้พวกภิกษุสอนการสาธยายอาการ 32 และการตั้งความสิ้นความเสื่อมในอัตภาพให้แก่นางบ้าง ภิกษุจึงได้สอนให้ทั้งหมด
แต่นั้นมาอุบาสิกาได้สาธยายอาการ 32 และเริ่มตั้งไว้ซึ่งความสิ้นไปและความเสื่อมไปในตน ได้บรรลุมรรค 3 ผล 3 ก่อนกว่าพระภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด อีกทั้งนางยังได้ปฏิสัมภิทา 4 และโลกิยอภิญญา อีกด้วย
เมื่อนางได้สำเร็จมรรคผลและได้พร้อมทั้งทิพยจักษุด้วย นางจึงได้ใคร่ครวญอยู่ว่า เมื่อไหร่หนอพระผู้เป็นเจ้าของเราจักบรรลุธรรมนี้บ้าง และใคร่ครวญดูว่าพระผู้เป็นเจ้าเหล่านี้ ยังมีราคะ โทสะ โมหะ หรือไม่
เมื่อใคร่ครวญดูด้วยอภิญญาจิตแล้ว จึงทราบว่า พระภิกษุยังไม่มีรูปใดสำเร็จคุณธรรมแม้ว่าณานหรือวิปัสสนาอะไรๆ เลย แต่ว่าท่านเหล่านั้นมีอุปนิสัยที่จะบรรลุคุณธรรม คือจะได้มรรคผลในอนาคต
อุบาสิกามีจิตคิดใคร่จะอนุเคราะห์หมู่พระภิกษุเหล่านั้น จึงพิจารณาต่อไปว่า ท่านได้เสนาสนะอันเป็นที่สบาย (สัปปายะ) แก่ท่านแล้วหรือไม่หนอ ก็เห็นว่า เป็นที่สบายแล้ว พิจารณาต่อถึงเรื่องของ อาหารว่าได้รับอาหารที่สบายแล้วหรือยัง ปรากฏว่า ยังไม่ได้รับ
นางจึงได้จัดเตรียมภัตตาหารอันประณีตมีประการต่างๆ มาถวาย เมื่อภิกษุเหล่านั้นได้อาหารที่สัปปายะ จิตก็สงบและการเจริญวิปัสสนาก็ก้าวหน้า ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา เมื่ออยู่ครบพรรษากาลจึงได้พากันอำลาอุบาสิกา กลับไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าและสรรเสริญคุณของอุบาสิกานั้น
ภิกษุรูปหนึ่งได้ยินการสรรเสริญคุณของนางอุบาสิกาเข้า จึงประสงค์จะไปยังบ้านมาติกคามบ้าง ด้วยว่านางเป็นผู้รู้ใจ และสามารถจัดแจงอาหารอันสัปปายะทำให้พระภิกษุ 60 รูปบรรลุธรรมได้ บางทีตนอาจจะได้สิ่งต่างๆ ที่สัปปายะ และได้บรรลุธรรมบ้าง เมื่อภิกษุรูปนั้นเรียนกัมมัฏฐานจากพระพุทธเจ้าแล้วจึงกราบทูลลาไปยังที่นั้น
เมื่อเดินทางมาถึงมาติกคาม ภิกษุรูปนั้นมีความคิดว่า “เราเดินทางมาไกลเกิดความเหน็ดเหนื่อย เราจักไม่สามารถกวาดวิหารได้ ไฉนหนอ อุบาสิกานี้จะพึงส่งคนผู้ชำระวิหารมาเพื่อเรา”
ความจะเป็นอย่างไรต่อไปขอเชิญติดตามตอนต่อไป อาทิตย์หน้า...







