
‘ผู้นำ’ ต้องรับผิด
โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นอกจากฝีแตกถึงจุดอวสานเพราะปัญหาคอร์รัปชั่นแล้ว เจ้าของนโยบายในที่นี้คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องเผชิญกับคดีอาญาหลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงมติเอกฉันท์ส่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเกี่ยวกับโครงการรับจำนำและระบายข้าว ขั้นตอนจากนี้จะส่งเรื่องถึงอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นอกจากฝีแตกถึงจุดอวสานเพราะปัญหาคอร์รัปชั่นแล้ว เจ้าของนโยบายในที่นี้คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องเผชิญกับคดีอาญาหลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงมติเอกฉันท์ส่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเกี่ยวกับโครงการรับจำนำและระบายข้าว ขั้นตอนจากนี้จะส่งเรื่องถึงอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ประเด็นที่ ป.ป.ช.เน้นย้ำคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบในฐานะนายกรัฐมนตรี การที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งระดับสูงในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งได้กำหนดนโยบายการรับจำนำข้าวมาตั้งแต่ต้น และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เมื่อปรากฏว่าความเสียหายเกิดขึ้น แทนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องพิจารณายุติหรือยกเลิกโครงการเพื่อระงับยับยั้งมิให้เกิดการทุจริตและความเสียหาย ทั้งการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การสวมสิทธิเกษตรกร โกงความชื้น โกงตราชั่ง นำข้าวมาเวียนเข้าโครงการ การลักลอบนำข้าวออกจากคลัง แต่กลับเดินหน้าโครงการต่อเนื่อง
เหตุผลในการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.ได้ตอกย้ำหลักการความรับผิดชอบของผู้บริหารระดับสูง ที่ต้องรับรู้ รับทราบการดำเนินนโยบายที่ได้หาเสียงและการดำเนินงานต่างๆ ของรัฐบาลในทุกเรื่อง หาใช่กล่าวอ้างไม่รู้ ไม่เห็น เหมือนกรณีโครงการรับจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงว่า เป็นนโยบายระดับประเทศ นายกรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหาร เป็นเพียงผู้กำกับดูแลเท่านั้น ส่วนในระดับปฏิบัติการนั้นเป็นการทำงานของหน่วยงานต่างๆ หลายหน่วยงาน
ตลอดการบริหารประเทศในช่วง 2 ปีกว่า ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้ยุทธวิธีโยนเรื่องปัดความรับผิด โดยชี้แจงว่าเป็นการกระจายงานให้กับรัฐมนตรีทำ และเมื่อพบว่ามีการทุจริต หรือทำผิดกฎหมาย ก็ให้ไปกล่าวโทษเฉพาะรัฐมนตรีนั้นๆ นายกรัฐมนตรีไม่เกี่ยวข้องด้วย กลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ข้าราชการชั้นผู้น้อย รับโทษทุกครั้งทั้งที่ผู้นำรัฐบาลต้องร่วมรับผิด เพราะหากหัวไม่ส่ายด้วยแล้ว หางไม่มีทางกระดิกได้ จนออกเรี่ยไรหาประโยชน์อย่างที่มีการพูดกัน
ไม่เฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เท่านั้น ที่ผ่านมาบรรดารัฐมนตรีทั้งนักการเมือง เสนาบดีจากฝ่ายราชการ มักใช้วิธีโยนความผิดให้ฝ่ายปฏิบัติ ไม่มีความกล้าหาญที่จะแอ่นอกรับผิดชอบเหมือนในต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือในตะวันตก ผู้นำในประเทศที่มีสำนึกจริยธรรมเหล่านี้จะรู้สึกอับอายทันที หากพบว่าผู้ใต้บังคับบัญชากระทำผิดจนต้องประกาศลาออก ไม่เพียงเท่านั้นผู้นำบางรายถึงขั้นฆ่าตัวตาย อยู่ไม่ได้ที่ถูกตราหน้าว่ากระทำผิด ดังนั้นในยุคปฏิรูปล้างคอร์รัปชั่นนี้ จึงถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องรณรงค์แข็งขันสร้างจิตสำนึกใหม่กันเสียที







