posttoday
ปฏิรูปเศรษฐกิจ ก่อนฉุดเศรษฐกิจจีน

ปฏิรูปเศรษฐกิจ ก่อนฉุดเศรษฐกิจจีน

18 กรกฎาคม 2557

“รัฐวิสาหกิจ” หน่วยงานธุรกิจของรัฐบาลที่มีความสำคัญถึงขั้นที่ว่า ความสำเร็จหรือความล้มเหลวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ โดยตรง

“รัฐวิสาหกิจ” หน่วยงานธุรกิจของรัฐบาลที่มีความสำคัญถึงขั้นที่ว่า ความสำเร็จหรือความล้มเหลวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ โดยตรง

ย้อนกลับไปดูกรณีตัวอย่างในช่วงปี 2522-2533 เมื่อครั้งอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ออกมาแสดงความกล้าหาญอย่างเด็ดเดี่ยว ประกาศ “ปฏิรูปเศรษฐกิจ” โดยมีการ “แปรรูปรัฐวิสาหกิจ” ครั้งใหญ่หลายแห่งจนประสบความสำเร็จ ทำให้อังกฤษรอดพ้นจากภาวะล้มละลายมาได้

ที่สำคัญยังสามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวไปได้อย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจครั้งนั้น จะได้รับการยอมรับจากชาวอังกฤษก็ตาม แต่ก็มีผู้คนส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกระทั่งทุกวันนี้ โดยกล่าวหาว่าเป็นผลให้คนอังกฤษในปัจจุบันต้องตกงานมากกว่า 1 แสนคน และยังทำให้ค่าบริการสาธารณะสูงขึ้น อย่างเช่นรถไฟ โทรศัพท์ และอื่นๆ แต่ผ่านมากว่า 35 ปี อังกฤษก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเดินมาถูกทาง เห็นได้จากกระแสการแปรรูปที่ยังเกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก เมื่อถึงจุดที่รัฐบาลไม่สามารถแบกรับภาระของรัฐวิสาหกิจที่ไร้ประสิทธิภาพได้อีกต่อไป

มาถึงยุคนี้ ประเทศที่ขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกอย่าง “จีน” ก็เริ่มเห็นความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเสียใหม่ ลดความไร้ประสิทธิภาพลง เพราะมองว่าหากไม่จัดการจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนในอนาคตอันใกล้นี้

ยิ่งจีนกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ต่อจากยุคของ “เติ้งเสี่ยวผิง” แล้ว ก็ยิ่งจำเป็นต้องปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่อีกครั้ง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจให้มีความยั่งยืน

ความยากลำบากของจีนจึงอยู่ที่ จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถโตไปในทิศทางเดียวกันกับโลกได้ เพราะจีนมีระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์มายาวนาน มีประชากรที่อาศัยสวัสดิการ พึ่งพิงรัฐจำนวนมากมาตลอด

ที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เมื่อพบว่าจีนได้ก่อตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นเป็นดอกเห็ด รวมแล้วกว่า 1.45 แสนแห่ง

ดังนั้น เมื่อมีการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่ 18 เมื่อปลายปี 2556 ที่ผ่านมา จึงมีการประกาศว่าจะมีแนวนโยบายลงลึกมากขึ้นกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยยึดหลักบทบาทสำคัญของตลาดต่อการจัดสรรทรัพยากรเป็นสำคัญ ซึ่งก็หมายรวมถึงการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจต้องเป็นภารกิจเร่งด่วนไปด้วย

สาเหตุที่จีนจำเป็นต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นที่รับรู้กันว่ารัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ไร้ประสิทธิภาพ มีคอร์รัปชั่นสูง ผูกขาด ทำให้เอกชนไม่สามารถแข่งขันได้ และกำลังจะเป็นตัวฉุดลากเศรษฐกิจจีนลงไปในไม่ช้านี้ หากไม่ทำอะไรให้ดีขึ้น

มีรายงานข่าวของซินหัว เปิดเผยว่า เมื่อกลางปี 2556 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจีน ตรวจพบว่ารัฐวิสาหกิจจีนหลายแห่งมีการตกแต่งบัญชี บิดเบือนตัวเลขที่แท้จริงในงบการเงิน มีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบ และกระบวนการตัดสินใจในการลงทุนผิดพลาด ทำให้รัฐเสียหายสูง

รัฐบาลจีนคงหนักใจในเรื่องนี้มากว่า ต่อจากนี้ไปจะดำเนินการอย่างไร แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เห็นมาตรการหรือการประกาศความชัดเจนใดๆ

คาดว่าในที่สุดรัฐบาลจีนคงต้องดำเนินการในเชิงบริหารอย่างที่รัฐบาลปกติทั่วไปทำกัน คือ เริ่มต้นจากการศึกษาปัญหาของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ จัดประเภทและกลุ่ม จัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วน และตัดสินใจว่าจะใช้แนวทางไหนในการปฏิรูปทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ทั้งนี้ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไม่ใช่การแปรรูปเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงการปรับปรุงแก้ไข เพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ หรือบางกรณีอาจไปไกลถึงขั้นแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นของเอกชนทั้งหมดหรือยุบทิ้งก็ได้

อาจมีบางกรณีเป็นข้อยกเว้นสำหรับบางรัฐวิสาหกิจจีนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง อย่างเช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ พลังงานน้ำ ไฟฟ้า ประปา โทรคมนาคม และการต่อเรือ

ผมเชื่อว่าจีนจะคงรักษารัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลไว้อย่างเต็มที่ ไม่เพียงเท่านั้น จีนจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ พร้อมเงินทุน รักษาสถานภาพการผูกขาดให้แก่รัฐวิสาหกิจเหล่านั้น เพื่อความมั่นคงและเพื่อไปลงทุนแข่งขันกับธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งจีนเริ่มทำไปบ้างแล้ว

อย่างในปี 2554 ปรากฏว่าจีนลงทุนในต่างประเทศถึง 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และในจำนวนนี้เป็นการลงทุนจากรัฐวิสาหกิจจีนถึง 80%

จากการเฝ้าติดตามผลงานของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ก็จะเห็นว่าเป็นผู้นำที่ฉลาด รอบรู้ ความสามารถสูง เห็นได้จากการประกาศนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ควบคู่ไปกับนโยบายปราบปรามคอร์รัปชั่น อีกทั้งยังเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลกดีมาก ทำให้ชาวจีนรวมทั้งนานาชาติให้การยอมรับถึงวิสัยทัศน์

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลจีนตั้งใจจะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ก็เชื่อว่าน่าจะทำได้สำเร็จในระดับหนึ่ง

ผมมองว่าจีนน่าจะเริ่มต้นด้วยการนำนโยบายปราบปรามคอร์รัปชั่นมาเป็นตัวเน้นและขับเคลื่อนก่อนเรื่องอื่น เพราะจะทำให้ประชาชนเห็นถึงความเสียหายและความจำเป็นต้องปฏิรูป และเมื่อประชาชนให้การยอมรับมากขึ้น จึงค่อยขยับไปทำในเรื่องอื่นๆ อย่างเช่นการปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กรและผู้บริหาร ปรับลดขนาดองค์กรลง หรือกำหนดภารกิจของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ

ผมมีข้อสังเกตด้วยว่า ในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจจีน รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับรัฐวิสาหกิจเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศเป็นหลัก มากกว่าจะคำนึงถึงประสิทธิภาพและลดอำนาจการผูกขาดขององค์กร ซึ่งจีนน่าจะรักษาความชอบธรรมของรัฐวิสาหกิจประเภทนี้ไปได้อีกระยะหนึ่งเท่านั้น ตราบเท่าที่สังคมโดยรวมของจีนยังรู้สึกว่าทรัพยากรของแผ่นดินไม่ได้ถูกนำไปใช้ในเรื่องส่วนตัวหรือมอบให้แก่คณะใดคณะหนึ่ง

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้มีผลการศึกษาถึงข้อดีและข้อเสียของรัฐวิสาหกิจทั่วโลกอยู่เป็นจำนวนมาก และมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความไร้ประสิทธิภาพขององค์กรที่จำเป็นต้องปฏิรูป หรือสภาพการผูกขาดที่ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม สำหรับจีนก็เช่นเดียวกัน ปัญหาของรัฐวิสาหกิจจะคล้ายคลึงกับประเทศอื่นๆ เพียงแต่จำนวนรัฐวิสาหกิจมีมากกว่าที่ต้องจัดการ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความได้เปรียบอยู่ เพราะรัฐบาลมีอำนาจเต็ม ย่อมทำอะไรได้ง่ายกว่ารัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย

ผมเชื่อว่าประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมีต้นทุนทางสังคมและความชอบธรรมทางการเมืองเพียงพอ ที่จะเป็นพลังผลักดันการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับ “วิธีการ” เป็นหลัก เพราะถ้าเริ่มต้นผิดวิธี ก็อาจทำให้เสียเวลามาก และสุดท้ายอาจล้มเหลวได้ครับ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน