
แนะมะกันทบทวนท่าทีต่อรัฐประหารไทย
หลังการเข้ายึดอำนาจของกองทัพไทยเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้สหรัฐออกมาเตือนว่าการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจนี้ อาจทำให้ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีของทั้ง สองชาติมีแนวโน้มเป็นไปในเชิงลบ พร้อมกันนั้นทางวอชิงตันยังเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วและปล่อยตัวนักการเมืองที่ถูกควบคุมตัวด้วย
หลังการเข้ายึดอำนาจของกองทัพไทยเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้สหรัฐออกมาเตือนว่าการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจนี้ อาจทำให้ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีของทั้ง สองชาติมีแนวโน้มเป็นไปในเชิงลบ พร้อมกันนั้นทางวอชิงตันยังเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วและปล่อยตัวนักการเมืองที่ถูกควบคุมตัวด้วย
นอกจากนี้ สหรัฐยังแสดงความไม่พอใจเหตุยึดอำนาจที่เกิดขึ้นในไทยด้วยการระงับความช่วยเหลือด้านความมั่นคง และยกเลิกความตกลงระดับสูงในการฝึกทางทหารกับไทยอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ตานซอกชู คอลัมนิสต์เว็บไซต์ข่าว เดอะ ซันเดลี ของมาเลเซีย แสดงความคิดเห็นกึ่งวิเคราะห์ว่า การตอบโต้เรื่องรัฐประหารของสหรัฐนั้นเป็นความเสี่ยงสำหรับสหรัฐเอง เพราะจะทำให้ไทยหันไป ใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น
ทั้งนี้ คอลัมนิสต์จากหนังสือพิมพ์แดน เสือเหลืองยังแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า วอชิงตันควรจะวางท่าทีที่เหมาะสมกว่านี้ต่อการทำรัฐประหารของไทย เนื่องจากเหตุผลหลายประการดังต่อไปนี้
ประการแรก แม้ทุกทฤษฎีจะระบุตรงกันว่าการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่สมควรถูกประณาม ทว่าจากประวัติศาสตร์ชาติไทย พบว่าการ ยึดอำนาจมักจะไม่รุนแรง และผู้นำในการทำรัฐประหารเกือบทั้งหมดจะมอบอำนาจคืนสู่ประชาชนในภายหลังที่เหตุการณ์สงบ เรียบร้อยแล้ว
ประการที่ 2 การทำรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้ ช่วยยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมายาวนานกว่า 7 เดือนลงได้
ประการที่ 3 ถ้ายังปล่อยให้เกิดภาวะชะงักงันทางการเมืองต่อไปก็จะยิ่งทำลายเศรษฐกิจของไทย เห็นได้จากการเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาสแรกของไทยที่หดตัวลง 2.1% เมื่อเทียบจากไตรมาสที่ผ่านมา แถมการท่องเที่ยวซึ่งมีสัดส่วนราว 7% ของเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบในด้านลบด้วย เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายของภาครัฐที่ถูกจำกัดเนื่องจากความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้น
ประการที่ 4 ก่อนจะเรียกร้องให้ไทย จัดการเลือกตั้ง วอชิงตันควรทราบความจริงที่สำคัญที่สุดก่อนว่าบุคคลในตระกูลชินวัตรชนะการเลือกตั้งที่จัดขึ้นมาทุกครั้งนับตั้งแต่ปี 2001 แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องถูกยึดอำนาจในปี 2006 ขณะที่น้องสาว ยิ่งลักษณ์ ก็ต้องลาออกหลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่ามีความผิดเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันพรรคฝ่ายค้านก็ไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้มากพอจากการเลือกตั้ง จึงต้องออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งคณะ คสช.ก็เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว
ประการที่ 5 การทบทวนลำดับความสำคัญทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐกับไทย จะยิ่งผลักให้ไทยเข้าไปหาจีนที่แสดงความเห็นอกเห็นใจ นอกจากนี้คณะผู้แทนกองทัพไทยยังไปเยือนจีนเมื่อเดือนที่ผ่านมา เพื่อเจรจาการฝึกร่วมและการฝึกระดับภูมิภาคทางทหารระหว่างกันด้วย
ประการสุดท้าย ไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไม่มีกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้กับจีน จึงไม่เป็นอุปสรรคในการสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างปักกิ่งและกรุงเทพฯ







