
ชงล้างบาง สส. กกต.เกาไม่ถูกที่คัน
กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สรุปแนวทางการปฏิรูประบบการเลือกตั้งเพื่อให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาไว้หลายประเด็น
กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สรุปแนวทางการปฏิรูประบบการเลือกตั้งเพื่อให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาไว้หลายประเด็น
อาทิ เปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง สส.มาเป็นแบบเขตใหญ่ จากเดิมที่เป็นเขตเดียวเบอร์เดียว แต่ยังให้คง สส.บัญชีรายชื่อเอาไว้ สส.บัญชีรายชื่อควรมาจากกลุ่มสาขาอาชีพที่หลากหลาย และ สส.ทั้งระบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อต้องมีจำนวนใกล้เคียงกัน รวมไปถึงการให้ กกต.มีอำนาจเลื่อนวันเลือกตั้งโดยไม่ต้องมีการปรึกษาหรือขอความเห็นจากนายกรัฐมนตรี เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าราชการการเมืองใช้ตำแหน่งหน้าที่หาเสียงเอาเปรียบฝ่ายตรงข้าม เป็นต้น
แต่หนึ่งในประเด็นที่สร้างแรงเสียดทานให้กับ กกต.เป็นอย่างมาก คือ การให้ สส.มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ดำรงตำแหน่งติดต่อกันไม่เกิน 2 วาระ หรือ 8 ปี
แนวความคิดการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง สส.มาจากมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ห้ามไม่ให้นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 8 ปี โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญได้บันทึกเจตนารมณ์ของมาตรานี้เอาไว้ว่า “การกำหนดให้นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 8 ปีมิได้ เพื่อป้องกันการใช้อิทธิพลผูกขาดอำนาจรัฐ”
ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. ที่ กกต.เสนอไอเดียนี้สู่สาธารณะ ทาง กกต.ได้พยายามชี้แจงให้หลายฝ่ายเห็นว่า กกต.มีเจตนาที่ดีเพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง
“อยากให้ทุกคนมองโลกในแง่ดี เนื่องจากเห็นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการสืบทอดอำนาจทางการเมืองได้ และข้อเสนอของ กกต.ที่ออกมานั้นมาจากการรวบรวมจากประสบการณ์การจัดการเลือกตั้งมากกว่า 16 ปี ไม่ใช่เสนอไปตามสิ่งที่ คสช.ต้องการจะเห็น” ภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. แจกแจง
แต่กระนั้น แนวความคิดของ กกต.กำลังถูกท้าทายอย่างหนักว่า กำลังเกาถูกที่คันหรือไม่ โดยเฉพาะการนำบทบัญญัติที่ห้ามการผูกขาดทางการเมืองในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาใช้กับการดำรงตำแหน่ง สส. เพราะการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติมีบริบทแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ประพันธ์ นัยโกวิท อดีต กกต.ด้านการบริหารการเลือกตั้ง ให้ทัศนะว่า หัวใจของการแก้ไขปัญหาการเลือกตั้งที่จะเป็นรูปธรรมมากที่สุดมีอยู่ 3 ประการ ได้แก่ 1.การแก้ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง โดยอาจมีกฎหมายคุ้มครองพยานในคดีทุจริตเลือกตั้ง เพื่อให้บุคคลกล้าเข้ามาเป็นพยานในชั้นศาล 2.การห้ามไม่ให้พรรคการเมืองใช้นโยบายประชานิยมมาจูงใจประชาชนมากเกินไป แต่หากพรรคการเมืองใดจะดำเนินการจะต้องมาชี้แจงต่อ กกต.ก่อน และ 3.การแก้ไขกฎหมายบางมาตราที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั้ง เช่น การป้องกันไม่ให้การขัดขวางการเลือกตั้งในบางหน่วยเป็นอุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั้งทั้งระบบเหมือนที่ผ่านมา
“การจำกัดวาระของ สส.มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ต้องมาพิจารณาให้ดี เพราะแม้ด้านหนึ่งอาจทำให้เกิดการหมุนเวียน สส.หน้าใหม่เข้ามาทำหน้าที่ในสภา แต่ก็พบว่าในต่างประเทศไม่มีการจำกัดวาระของ สส. เนื่องจากตำแหน่ง สส.ไม่อาจสร้างอำนาจผูกขาดได้เหมือนกับตำแหน่งประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี ดังนั้นในต่างประเทศบางประเทศจึงห้ามไม่ให้อยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกฯ กันติดต่อหลายสมัย ซึ่งในประเทศไทยก็มีหลักการนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ2550” ประพันธ์ ระบุ
สอดคล้องกับ สดศรี สัตยธรรม อดีต กกต.ด้านพรรคการเมือง ที่มองว่า การเสนอมาตรการดังกล่าวของ กกต.ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเลือกตั้งได้ เพราะปัญหาทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเป็นสำคัญ
“อย่าลืมว่านักการเมืองเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ ที่สำคัญนักการเมืองเหล่านี้มีเครือข่ายและพรรคพวกคอยสนับสนุน จึงมีศักยภาพทางการเมืองมากพอที่จะหาใครมาทำหน้าที่ได้ เพราะการเมืองไทยใช้ระบบอุปถัมภ์ ถ้าไม่ให้ครอบครัวลง ก็เลือกเอาเครือข่ายมาแทน” อดีต กกต. กล่าว
ด้าน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยและผ่านการเลือกตั้งมาทุกระบบ ก็ประกาศไม่เห็นด้วยกับ กกต. เพราะการจำกัดวาระตำแหน่ง สส.จะส่งผลต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ
“ระบอบประชาธิปไตยเขาต้องการฝ่ายนิติบัญญัติที่เชี่ยวชาญในการออกและแก้ไขกฎหมาย รู้ปัญหาของประชาชน อีกอย่างหนึ่งฝ่ายนิติบัญญัติหากเลือกตั้งแล้วไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านและตรวจสอบรัฐบาล หากเอา สส.สมัยแรกหรือไม่เกินสมัยที่สองตรวจสอบรัฐบาล รับรองปวกเปียกเหมือนขนมเปียกปูน เสร็จรัฐบาล” ทัศนะจาก นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ดูท่าแล้วการปฏิรูปการเลือกตั้งคงทำได้ไม่ง่ายๆ อย่างที่ กกต.คิด เพราะเพียงแค่ กกต.โยนหินถามทางออกมาแค่ไม่กี่วัน ก็ปรากฏว่าไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนเท่าไหรนัก จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่สภาปฏิรูปการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ กกต. ต้องขบคิดกันอย่างหนัก เพราะบางทีการแก้ไขปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งอาจเป็นการสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าโดยที่ไม่รู้ตัวก็เป็นได้







