posttoday
วิธีฝึกเสี่ย

วิธีฝึกเสี่ย

08 กรกฎาคม 2557

เพื่อนของผมที่เคยเรียนหนังสือมาด้วยกันสมัยเมื่อยังเป็นวัยรุ่นอยู่หลายคนกำลังมีปัญหา จะทำอย่างไรดีกับลูกชายสุดที่รักที่เพิ่งจบการศึกษากลับมาจากต่างประเทศพร้อมด้วยปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยดังๆ เพราะดูเหมือนว่าคุณเสี่ยเหล่านี้อยากใช้ธุรกิจของครอบครัวที่เตี่ยกับอาม้าช่วยกันสร้างมาตลอดชีวิตเป็นเครื่องมือทดลองวิชาที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา โดยไม่ตระหนักว่าเงินทองเป็นของหายาก

เพื่อนของผมที่เคยเรียนหนังสือมาด้วยกันสมัยเมื่อยังเป็นวัยรุ่นอยู่หลายคนกำลังมีปัญหา จะทำอย่างไรดีกับลูกชายสุดที่รักที่เพิ่งจบการศึกษากลับมาจากต่างประเทศพร้อมด้วยปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยดังๆ เพราะดูเหมือนว่าคุณเสี่ยเหล่านี้อยากใช้ธุรกิจของครอบครัวที่เตี่ยกับอาม้าช่วยกันสร้างมาตลอดชีวิตเป็นเครื่องมือทดลองวิชาที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา โดยไม่ตระหนักว่าเงินทองเป็นของหายาก

เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขามีปัญหาช่องว่างระหว่างวัย (Genertion Gap) กับช่วงเวลาด้านคุณวุฒิในการศึกษา (Education Gap) กับลูกชายที่จบจากเมืองนอก และเขาหมายมั่นปั้นมือให้สืบทอดธุรกิจ จนไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร

ผมถามว่าปัญหาที่เขาว่าคืออะไร เขาบอกว่าลูกชายอยากใช้เงินลงทุนบริษัทขยายกิจการและมีโครงการใหม่ๆ ที่จะทำมากมาย แต่เขายังไม่อยากให้ทำ เพราะลูกยังมีประสบการณ์ไม่พอและไม่ค่อยเห็นว่าเงินมีค่า การใช้จ่ายลงทุนต้องทำด้วยความรอบคอบระมัดระวัง ตั้งแต่ลูกชายเรียนหนังสือกลับมาช่วยบริหารกิจการในครอบครัวก็มีปัญหากันเรื่อยมา เพราะดูเหมือนว่าจะมีแนวความคิดไปคนละทาง ที่เขาคิดว่าเกิดขึ้นเพราะช่องว่างระหว่างวัยกับช่องว่างด้านคุณวุฒิในการศึกษาระหว่างตัวเขากับลูกชาย

ความจริงปัญหานี้มีคนเขียนหนังสือไว้มากมายเกี่ยวกับหลักการในการแก้ไขปัญหา เช่น การคัดเลือกทายาทที่ฉลาดที่สุดและเก่งที่สุดเข้าไปบริหารธุรกิจของครอบครัว ส่วนทายาทคนอื่นๆ ก็หางานทำไปตามที่ตัวเองถนัด และคอยรับเงินปันผลในฐานะผู้ถือหุ้น ให้บริษัทธุรกิจครอบครัวด้วยความยุติธรรมโดยใช้ระบบคุณธรรมนำหน้า พูดอีกก็ถูกอีก แต่ความยากอยู่ที่ทำอย่างไรจะให้การคัดเลือกทายาทที่จะเข้ามารับมอบธุรกิจรุ่นต่อไปมีความเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทายาทคนอื่นๆ

ก่อนจะพูดเรื่องต่อไป คงต้องกลับมาคิดถึงที่มาของปัญหาว่า การมีลูกที่เรียนหนังสือเก่งจบการศึกษาจากต่างประเทศ มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองนั้น เป็นปัญหาอย่างที่เพื่อนผมพูด หรือเป็นพรที่สวรรค์ได้ประทานให้เขากันแน่

ในทัศนะของผม ใครที่มีลูกหลานที่มีคุณสมบัติข้างต้นนั้น น่าจะเฉลิมฉลองความสำเร็จให้ตนเองที่สามารถให้การศึกษาลูกได้ไม่น้อยหน้าคนอื่น และยังเป็นทายาทที่พอเชื่อได้ว่า วันใดวันหนึ่งเมื่อเขารับมอบธุรกิจไป เขาจะรักษาเอาไว้ได้ ไม่ถูกลูกน้องของพ่อยึดเอาไป เพราะลูกฉลาดน้อยกว่าลูกน้อง หรือไม่ก็ถูกแบงก์ยึดกิจการไปเพราะบริหารงานไม่เป็น ด้อยทั้งคุณวุฒิด้านการศึกษาและประสบการณ์ในการทำงาน เนื่องจากเอาแต่คอยทำงานตามที่พ่อสั่ง ไม่ต้องตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้น

แต่คนเก่งโดยเฉพาะอาเสี่ยเก่งๆ นั้น เปรียบเสมือนม้าพยศ ใครอยากได้ม้าดีไว้ใช้ก็ต้องทำให้ม้าพยศยอมรับ จะทำอย่างไรขึ้นอยู่กับม้าแต่ละตัว และเจ้าของแต่ละคนไม่มีสูตรสำเร็จ แต่การปราบม้าพยศนั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าของม้า ไม่ใช่ม้าแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การปราบม้าพยศที่ว่ายากแล้ว ยังไม่ยากเท่ากับการปราบคนพยศ เพราะม้ามีแต่สัญชาตญาณของสัตว์ ใครบังคับมันอยู่ นั่งอยู่บนหลังมันได้นานที่สุดโดยไม่โดนมันสลัดตกลงมา เมื่อมันหมดแรงมันก็ยอมรับอำนาจของคนที่ใช้กำลังเอาชนะโดยไม่มีเงื่อนไข แต่การปราบพยศคนโดยเฉพาะคนที่ตัดไม่ขาดเพราะเป็นลูกในไส้นั้น การใช้กำลังอย่างเดียวคงไม่พอที่จะทำให้เขายอมรับทั้งกายและใจ

จากประสบการณ์ของผมที่ได้เห็นมาจากธุรกิจในครอบครัวหลายแห่งที่มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสอย่างใกล้ชิด วิธีการสร้างความยอมรับให้เสี่ยและโกวเนี้ยทั้งหลายกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง วิธีการบริหารธุรกิจแบบครอบครัวหรือแบบกงสีที่พ่อทำมามีจุดแข็งและจุดอ่อนในตัวเอง ไม่ต่างไปจากวิธีการบริหารธุรกิจสมัยใหม่ที่ได้เล่าเรียนมานั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าการเปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้ ลองผิดลองถูกหาประสบการณ์และบทเรียนในการบริหารธุรกิจด้วยตนเอง แทนที่จะถูกคุมเข้มไม่ทำอะไร เพราะเกรงว่าถ้าปล่อยให้ทำแล้วจะเกิดความเสียหาย

เหตุผลของผม คือ ถ้าไม่เปิดโอกาสให้เขาใช้วิชาความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาบริหารธุรกิจในครอบครัว เขาจะทราบได้อย่างไรว่าความฝันอันบรรเจิดและทฤษฎีหรูๆ ที่เขาเล่าเรียนมาจากต่างประเทศ ถ้าเอามาใช้ในชีวิตจริงผลที่ออกมาจะตรงกับความฝันหรือทฤษฎีหรือไม่ แต่จะรู้สึกอึดอัดเหมือนเตะตัดขาทุกเรื่องที่อยากทำ

นอกจากนั้น ถ้าไม่ยอมให้ลงมือทำ เขาจะได้รับประสบการณ์ในการทำงานเมื่อไร เพื่อรับมอบธุรกิจจากคนรุ่นพ่อ

พูดแค่นี้เหมือนปัญหาไก่กับไข่ คือ ฝ่ายหนึ่งอยากทำแต่ไม่ได้ทำเพราะขาดประสบการณ์ แต่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าถ้าไม่ให้ทำแล้วจะมีประสบการณ์ได้เมื่อไร

ผมเชื่อว่าปัญหานี้ต้องแก้ที่ตัวไก่ คือตัวพ่อก่อน จึงจะมาแก้ตัวไข่ คือตัวลูกได้สำเร็จ เพราะตราบใดที่พ่อยังคิดว่าลูกเป็นเด็ก เป็นลูกต้องทำตามคำสั่งของพ่อ ปัญหานี้ไม่มีวันแก้ไขได้ ถ้าไม่เสียลูกไปเป็นลูกจ้างคนอื่น ก็จะได้เด็กปัญญาอ่อนที่ผ่านการศึกษามาจากต่างประเทศคนหนึ่งไว้ช่วยทำงานในบ้าน

เพราะฉะนั้น พ่อจะต้องยอมให้ลูกทำงานที่มีความรับผิดชอบสูงขึ้น หลังจากผ่านการฝึกอบรมให้มีความรู้ในธุรกิจมาแล้วระยะหนึ่ง กล้าพอที่จะมอบหมายภารกิจและอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจให้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเย็นอะไร เพราะขนาดบริษัททั่วไปที่ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัว ยังกล้ามอบความรับผิดชอบให้คนอื่นที่ไม่รู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ

กระบวนการนี้จะต้องเริ่มจากการกำหนดกฎเกณฑ์ กติกา มารยาท ในการบริหารธุรกิจให้ชัดเจนเสียก่อน เพราะส่วนใหญ่บริษัทในครอบครัวอำนาจสูงสุดมาจากเถ้าแก่แต่ผู้เดียว จึงไม่จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์อะไรมากมาย จะทำอะไร จะตัดสินใจอย่างไร ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอธิบายให้ใครฟัง โดยเฉพาะลูกที่เพิ่งกลับมาทำงานไม่กี่ปี

การกำหนดกฎเกณฑ์ กติกา มารยาทให้ชัดเจน เป็นเรื่องจำเป็นที่จะทำให้เสี่ยทั้งหลายทำงานด้วยความสบายใจ อย่างน้อยถ้าโครงการถูกเบรกก็เป็นการถูกเบรกด้วยกติกาที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่ถูกเบรกเพราะเตี่ยไม่ไว้ใจ ทั้งยังเป็นการควบคุมความเสียหายไว้ระดับหนึ่ง เช่น ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ระเบียบเรื่องค่าใช้จ่ายและเงินลงทุน หรือระเบียบว่าด้วยการว่าจ้างพนักงานหรือผู้บริหาร เป็นต้น

ที่สำคัญคือ เมื่อมีการออกระเบียบแล้ว ตัวเถ้าแก่เองต้องปฏิบัติตามระเบียบด้วย ลูกและลูกน้องถึงจะยอมรับกติกาของธุรกิจว่าเป็นกติกาที่น่าเชื่อถือตามหลักการที่ฝรั่งสอนมา

นอกจากการกำหนดกฎเกณฑ์ กติกา มารยาทให้ชัดเจนตามที่ว่ามาแล้ว ต้องนำวิธีการบริหารแบบสากล หรือแบบเป็นทางการ (Formal) เข้ามาใช้ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกน้องและเสี่ยมีโอกาสระดมความคิดร่วมกัน ทั้งความคิดสมัยใหม่ที่เสี่ยเรียนมา และความคิดที่เกิดจากประสบการณ์ของลูกน้องมากประสบการณ์ เปิดให้เสี่ยได้เข้ามามีส่วนตัดสินใจในการบริหารร่วมกับผู้อาวุโสทั้งหลาย เป็นการสร้างประสบการณ์ในการบริหารและการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ

วิธีที่ว่าเป็นเรื่องที่บริษัทหรือธุรกิจทั่วไปเขาปฏิบัติอยู่แล้ว เช่น การตั้งคณะกรรมการบริษัท หรือคณะกรรมการจัดการขึ้นมาให้เสี่ยและโกวเนี้ยมีโอกาสสัมผัสบรรยากาศการทำงานแบบสากล แทนที่จะรอรับคำสั่งจากเตี่ยเพื่อเอาไปปฏิบัติ หรือทะเลาะกับเตี่ยเพราะไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง เพราะเตี่ยไม่ยอมเสียเวลาอธิบายเหตุผลให้ฟัง ทำให้เตี่ยรู้สึกว่าเสี่ยเป็นตัวปัญหาที่ตัดไม่ขาด เกิดช่องว่างระหว่างวัยหรือการศึกษา ซึ่งความจริงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันเลยกับปัญหาเชิงบริหารที่เกิดขึ้น เพราะโครงสร้างการบริหารของธุรกิจในครอบครัวไม่เคยเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เตี่ยเริ่มวิ่งขายสินค้าในตลาดกับอาม้า ก่อนเสี่ยจะลืมตาดูโลก จนธุรกิจเติบใหญ่ค้าขายข้ามประเทศ มีพนักงานหลายสิบคน เตี่ยก็ยังเป็นศูนย์กลางจักรวาล ใครเข้ากับเตี่ยไม่ได้ก็มีปัญหา หรือเตี่ยเข้ากับใครไม่ได้ก็มีปัญหา

เรื่องนี้แค่เปลี่ยนรูปแบบการบริหารนิดเดียว อะไรๆ ก็จะดีขึ้นเอง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเตี่ยกับเสี่ย

แต่อีกแหละครับ เตี่ยต้องอย่าเผลอทำตัวเป็นเตี่ยในที่ประชุมเป็นอันขาด แต่ต้องทำตัวให้เป็นแค่ท่านประธานทำหน้าที่ควบคุมให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น กระชับและได้สาระ อย่าเผลอเรียกรองผู้จัดการบริษัทว่าไอ้ตี๋ต่อหน้าลูกน้องเป็นอันขาด มิฉะนั้นทุกอย่างที่ทำมาจะพังทลายไม่มีชิ้นดี

สรุปคือ ถ้าอยากฝึกลูกให้รับผิดชอบธุรกิจรุ่นต่อไป ต้องเลิกคิดว่าเขาเป็นเด็กเป็นลูกในที่ทำงาน เปิดโอกาสให้เขาได้บริหารธุรกิจภายใต้เงื่อนไขและกติกาที่ชัดเจน แต่ตัวเถ้าแก่ต้องรีบไปฝึกฝนวิชาการประธานที่ประชุมด้วยนะครับ เรื่องถึงจะจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI