posttoday
ลอยตัวราคาสลากได้แล้ว

ลอยตัวราคาสลากได้แล้ว

07 กรกฎาคม 2557

ทุกวันนี้ประชาชนต้องทนฟังข่าวการขายสลากเกินราคาไม่เว้นแต่ละวัน ในการนี้ คสช.ได้แสดงความตั้งใจที่จะกำจัดผู้มีอิทธิพลในวงการค้าสลาก โดยพยายามควบคุมราคาขายปลีกไม่ให้เกินคู่ละ 80 บาท จึงทำให้มีการพูดคุยกันถึงต้นทุนสลากที่รับมาที่ประมาณคู่ละ 72.8074.40 บาท ขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์ส่วนลด หลังจากนั้นหากนำมาขายปลีกคู่ละ 80 บาท ก็จะได้กำไรกันพอประมาณคู่ละ 57 บาท

ทุกวันนี้ประชาชนต้องทนฟังข่าวการขายสลากเกินราคาไม่เว้นแต่ละวัน ในการนี้ คสช.ได้แสดงความตั้งใจที่จะกำจัดผู้มีอิทธิพลในวงการค้าสลาก โดยพยายามควบคุมราคาขายปลีกไม่ให้เกินคู่ละ 80 บาท จึงทำให้มีการพูดคุยกันถึงต้นทุนสลากที่รับมาที่ประมาณคู่ละ 72.8074.40 บาท ขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์ส่วนลด หลังจากนั้นหากนำมาขายปลีกคู่ละ 80 บาท ก็จะได้กำไรกันพอประมาณคู่ละ 57 บาท

แต่การขายสลากไม่ง่ายแบบนั้น เพราะในกระบวนการขายสลากยังมีเรื่องการจัดชุดสลากเพื่อเพิ่มมูลค่า และมีเรื่องการถัวกำไรขาดทุนกับสลากที่ขายยาก เช่น สลากเลขซ้ำ 00 หรือสลากเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว ที่ถูกรางวัลไปงวดที่แล้วที่มักขายไม่ออกในงวดนี้ รวมทั้งสลากที่ขายไม่หมดที่สำนักงานสลากฯ ไม่รับคืน

ดังนั้น หากกลไกตลาดในการจัดชุดสลากก็ดี หรือการเฉลี่ยกำไรขาดทุนระหว่างเลขสวย เลขเด็ด เลขซ้ำ หรือเลขซวย ก็ยังมีความจำเป็นอยู่ กลไกตลาด กลไกราคา และพ่อค้าคนกลางก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นในวงการสลากไทย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องปกติที่ต้นทุนสลากที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่ 72.80-74.40 บาท แต่อยู่ที่คู่ละ 80-83 บาท ดังนั้นถ้าจะให้บังคับขายปลีกสลากกันคู่ละ 80 บาท จึงเป็นเพียงฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงได้

ข้อเสนอที่เคยมีการพูดกัน คือ การเพิ่มปริมาณสลากให้เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งวิธีนี้ก็อาจเป็นทางออกอย่างหนึ่งที่เคยมีการเสนอกันมา แต่ผมไม่อยากสนับสนุนวิธีนี้ เพราะถึงแม้จะช่วยกำจัดผู้มีอิทธิพลได้บ้าง แต่สำนักงานสลากฯ จะไม่สามารถตักตวงผลประโยชน์จากมูลค่าส่วนเกินเข้าสู่รัฐได้

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยกำลังชุลมุนชุลเกกันอยู่ ผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ท้ายที่สุดเรื่องสลากนี้จะลงเอยกันอย่างไร แต่ก็มานึกได้ว่าในเรื่องการกำหนดราคาสลากนั้น เราในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งก็น่าจะเสนออะไรได้บ้าง เพราะการกำหนดราคาสินค้าหรือการขึ้นลงของราคาสินค้าเป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์จะบอกว่าไม่รู้ไม่ทราบไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ครูบาอาจารย์ได้สั่งสอนมาตั้งแต่เรียนเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงขออาสานำเสนอแนวคิดในการกำหนดราคาสลากเพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับสังคมไทยในวันนี้

ขอเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามอย่างนี้ก่อนครับว่า ทำไมรัฐต้องมากำหนดราคาสลากด้วย? อย่าลืมครับว่าการซื้อขายสลากเป็นการพนันอย่างหนึ่ง เป็นอบายมุข เป็นเรื่องผิดศีลธรรมตามหลักศาสนาพุทธ เพียงแต่การซื้อขายสลากทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมาย ก็เพราะรัฐบาลเป็นเจ้ามือการขายสลากซะเอง เหมือนกับการแทงม้าที่ถือว่าไม่ผิดกฎหมายเช่นเดียวกัน เอาเถอะ การซื้อขายสลากจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม แต่ยังไงๆ การซื้อขายสลากก็เป็นการพนันแบบหนึ่ง เป็นอบายมุขและเป็นเรื่องผิดศีลธรรมตามหลักศาสนาพุทธ สังคมไทยเองก็ไม่เชิงสนับสนุนให้ประชาชนเอาเงินทองที่ทำงานหามาได้ด้วยความยากลำบากมาใช้ในการเล่นการพนัน ในขณะที่เงินจำนวนนี้สามารถนำมาออมเพื่ออนาคตได้ แต่ก็ไม่ค่อยจะออมกันเลย คำถามคือ แล้วด้วยเหตุใดที่เราควรมาควบคุมราคาสลากไว้ที่คู่ละ 80 บาท เพื่อให้อบายมุขเช่นนี้เป็นสิ่งที่ซื้อหาได้อย่างถูกๆ

ถ้าสลากเป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น เป็นปัจจัยสี่เหมือนอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย หรือยารักษาโรค และถ้ารัฐจะเข้ามาควบคุมราคาสลากนั้น ผมจะไม่คัดค้านอะไรเลย แต่สลากเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเลย เป็นการพนัน เป็นของฟุ่มเฟือยด้วยซ้ำ แล้วเราจะไปควบคุมราคามันทำไมล่ะครับ ถ้าราคาสลากจะพุ่งสูงถึงคู่ละ 200 บาท ก็ปล่อยให้มันเป็นไปเถอะครับ ลองนึกดูนะครับว่าการควบคุมราคาสลากที่คู่ละ 80 บาทนั้น กำลังเป็นการบอกอะไรกับสังคม ผมคิดว่าความหมายของการควบคุมราคาสลากไม่ให้เกินคู่ละ 80 บาท คือ การเล่นพนันด้วยการซื้อสลากเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของคนไทย คนไทยจึงควรมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการซื้อสลากในราคายุติธรรม ไม่แพงจนเกินไปนัก ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมไม่ให้มีการขายสลากเกินราคาคู่ละ 80 บาท ท่านลองคิดดูว่าการควบคุมราคาสลากนั้นมีนัยความหมายเป็นอย่างที่ผมว่าหรือไม่ และหากเป็นเช่นนี้แล้ว สังคมไทยกำลังจะเดินไปทางไหนกันครับ

ถ้าจะให้ผมตอบอย่างฟันธงก็คือ ปล่อยให้ราคาสลากมันเป็นไปตามกลไกราคาเลยครับ ถ้ายี่ปั๊วซาปั๊วเขาอยากขายสลากกันคู่ละ 120 บาท 200 บาท ก็เชิญเลย ยิ่งราคาสลากแพงขึ้นเท่าไหร่ ผมยิ่งชอบ เพราะจะเป็นการทำให้ประชาชนซื้อสลากน้อยลง มีการเล่นการพนันน้อยลง และทำให้สังคมไทยมีสิ่งอบายมุขน้อยลงด้วย ท้ายสุด การที่ราคาสลากแพงหูฉี่ก็จะเป็นการฝึกให้ประชาชนเอาเงินทองที่หามาด้วยความยากลำบากไปเก็บออมแทน หรือเอาไปใช้เพื่อการอื่นที่มีประโยชน์มากกว่า

ในส่วนของสำนักงานสลากฯ เองก็ควรเปลี่ยนวิธีการจำหน่ายสลากเสียทีได้แล้ว การขายสลากเป็นล็อตใหญ่ๆ ให้คู่สัญญาในราคาที่กำหนด (คู่ละ 72.8074.40 บาท) น่าจะทำให้เกิดการวิ่งเต้นเพื่อให้ได้เข้ามาเป็นคู่สัญญากับสำนักงานสลากฯ เพื่อที่จะสามารถเอาสลากไปทำราคาต่อและหามูลค่าส่วนเกินได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการแบ่งปันผลประโยชน์ ผมอยากเสนอให้สำนักงานสลากฯ ใช้วิธีการ ประมูลสลาก ไปซะเลย ใครอยากได้สลากไปขายก็ประมูลกัน เหมือนแบบเดียวกับการที่รัฐประมูลเลขทะเบียนรถยนต์ หรือที่เรียกว่าเลขสวย แล้วเอาเงินที่ประมูลได้มาช่วยเหลือสังคมด้านการลดการเกิดอุบัติเหตุ ในกรณีของสลากนั้นก็ควรแบ่งสลากออกเป็นล็อตเล็กๆ เพื่อส่งเสริมให้มีผู้ประมูลจำนวนมากๆ ป้องกันไม่ให้มีการฮั้วราคาประมูลกัน ผู้ประมูลเจ้าใดเสนอราคาประมูลสลากล็อตนั้นได้สูงสุด ก็ได้สลากล็อตนั้นๆ ไปกระจายต่อไปให้ผู้ค้ารายย่อย

ดังนั้น การประมูลสลากโดยการแข่งขันอย่างเป็นธรรมต่างหากที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกถ่ายโอนผลประโยชน์จากผู้มีอิทธิพลจากการขายสลากมาสู่ภาครัฐตามที่ต้องการ ส่วนภายหลังการประมูลสลากไปแล้ว ผู้ชนะการประมูลจะเอาสลากไปขายต่อกี่ทอดต่อกี่ทอด หรือจะไปจัดชุดเลขสวยอย่างไรก็ไปจัดการกันเอาเอง ท้ายสุดถ้าราคาสลากที่ขายปลีกให้ประชาชนจะเพิ่มเป็นคู่ละ 120 บาท หรือ 200 บาท ก็ช่างมันเถอะครับ เพราะจะได้เป็นการส่งสัญญาณให้นักการพนันทั้งหลายซื้อสลากน้อยๆ ลงกันบ้าง และเอาเงินไปทำอย่างอื่นที่ดีกว่าแทน

ท้ายสุด ขอกล่าวถึงในส่วนของคนพิการสักหน่อยครับว่า ภายใต้ระบบการประมูลสลากโดยการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และการปล่อยให้ราคาสลากลอยตัวตามที่ผมเสนอนี้ คนพิการจะได้อะไร ทางออกของผมคือ เราควรยกเลิกระบบโควตาสลากสำหรับคนพิการ หรือโควตาสำหรับกลุ่มบุคคลต่างๆ ได้แล้วครับ เพราะในระบบโควตาสลากสำหรับคนพิการนั้น คนที่ได้ประโยชน์คือคนพิการเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับโควตาสลาก แล้วคนพิการที่ไม่ได้ขายสลากล่ะครับ เขาได้ประโยชน์อะไร? ปัจจุบันคนพิการที่ไม่ได้ขายสลากไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยจากระบบโควตาสลาก ดังนั้นผมจึงขอเสนอว่า หลังจากที่สำนักงานสลากฯ ทำการประมูลสลากเป็นล็อตๆ แล้วให้นำเงินส่วนเกินที่ได้รับจากการประมูลนี้มาส่งเข้าเงินกองทุนสวัสดิการคนพิการ เพื่อให้มีการจัดสรรเงินจากกองทุนนี้ให้กับ คนพิการทุกคน ไม่ว่าท่านจะมีอาชีพเดินขายสลากหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้คนพิการทั้งประเทศได้รับอานิสงส์จากกำไรส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากการประมูลสลากอย่างเท่าเทียมกันทุกคน โดยการจัดสรรเงินอาจทำด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีคนพิการโดยตรง เช่นเดียวกับการที่รัฐให้เงินช่วยเหลือคนชรา เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI