posttoday
มาร์คแจงงบ54 มุ่งเน้นลดความเหลื่อมล้ำ

มาร์คแจงงบ54 มุ่งเน้นลดความเหลื่อมล้ำ

26 พฤษภาคม 2553

 อภิสิทธิ์ แจงกลางสภา ชี้งบ 54 มุ่งเน้นลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและวางรากฐานทางเศรษฐกิจให้ประเทศมั่นคง 

 อภิสิทธิ์ แจงกลางสภา ชี้งบ 54 มุ่งเน้นลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและวางรากฐานทางเศรษฐกิจให้ประเทศมั่นคง 

มาร์คแจงงบ54 มุ่งเน้นลดความเหลื่อมล้ำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญนัดแรก เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2554 จำนวน 2.07 ล้านล้านบาท โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่า ร่างพ.ร.บ.ที่คณะรัฐมนตรีเสนอต่อสภาฯมีสาระสำคัญด้วยกัน 2 ประการ คือ 1.เพื่อให้งบประมาณเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อเนื่อง จากระยะเวลา 17 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อพลิกฟื้นสภาพเศรษฐกิจ จากเดิมที่ลดลง7.1%ในไตรมาสแรกของปี2552 ในกลับมาขยายตัวถึง 5.9% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีเดียวกัน ซึ่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูงดังกล่าวเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งยืนยันถึงความถูกต้องเหมาะสมของแนวทางการดำเนินงานทางเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมาของรัฐบาล

2.เพื่อใช้กลไกของงบประมาณสำหรับวางรากฐานสำคัญของประเทศในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่เป็นปัญหาต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ดังจะเห็นได้จากสถิติช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้ระหว่างกลุ่มประชากร 20% ที่มีรายได้สูงสุดกับกลุ่มประชากร20%ที่มีรายได้ต่ำสุด มีความห่างกันถึง 12.7เท่า ในปี2551 ซึ่งไม่แตกต่างจากข้อมูลสถิติในปี 2529ที่มีช่องว่างห่างกัน 12.8 เท่า ดังนั้น ในนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่ได้ดำเนินการในช่วงปีที่ผ่านมา จึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้และสร้างความเป็นธรรมในสังคมด้วยการเพิ่มโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้แก่ผู้มีรายได้น้อย

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่การประชุมสภาฯจะเริ่มการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯได้เปิดโอกาสให้ส.ส.ได้หารือ ซึ่งปรากฎว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้หยิบยกเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารกับกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคม มาหารือ

โดยนพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ กล่าวว่า ขณะนี้มีขบวนการเรียกเงินจากรัฐบาลโดยที่ไม่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลายเป็นคนเช่าช่วงที่เช่ากันมาหลายรุ่นเข้ามาขอรับเงินกันเป็นจำนวนมาก ขณะที่ผู้เสียหายจริงๆ คือ ผู้ทำมาค้าขายกลับไม่ได้รับการช่วยเหลือแต่อย่างใด

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมขอโทษประชาชนแทนนายกฯ ด้วยที่ทำให้เกิดความสูญเสียแก่ชีวิตประชาชนจำนวนมาก ผมยินดีให้อภัยนายกฯ ยินดีปรองดองกับท่าน แต่ท่านต้องไปคุยกับคนที่ปรองดองเอง” นพ.ประสิทธิ์กล่าว 

ด้านนายคมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สงครามกกลางเมืองถ้าแก้ไขผิดจะกลายเป็นสงครามเต็มเมือง จุดเริ่มของความขัดแย้งทางการเมืองมาจากกระบวนการเรียนรู้ประชาธิปไตยของประชาชนตั้งแต่สมัยพรรคความหวังใหม่ที่สภาตำบลเป็นนิติบุคคล จากนั้นความขัดแย้งก็ดำรงอยู่จนถึงวันนี้ อย่างไรก็ดีคำว่าก่อการร้าย หรือการระบุว่ามีอาวุธสงครามในกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะ 1.มีสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ เข้ามาทำข่าวในพื้นที่ชุมนุมตลอด 2.มีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่นับหมื่นตัว 3.มีเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจ 4.มีตึกสูงที่สามารถมองเห็นหากมีการดำเนินการต่างๆ 5.มีมือถือนับหมื่นเครื่องสามารถบันทึกภาพได้ 6.มีตำรวจสันติบาลปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม และ7.มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่โดยรอบ ด้วยองค์ประกอบทั้ง 7 ข้อ อยากถามว่าทำไมไม่เห็นอาวุธสงครามที่อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม

ชี้ ศก.53โตเกือบ 5% แต่ต้องระวังพิษการเมือง

สำหรับภาวะเศรษฐกิจทั่วไป นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในระยะเวลาที่เหลือของปี 2553 สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศและภาคการท่องเที่ยวแต่จากความเข้มแข็งของฐานเศรษฐกิจไทยประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายในโครงการลงทุนภายใต้แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดความเสี่ยงและการรักษารายได้ของเกษตรกรโดยมาตรการประกันรายได้เกษตรกร จะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมในปี 2553 ขยายตัวประมาณ 3.5%-4.5% อัตราเงินเฟ้อประมาณ 3.0-4.0%

นายกฯ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องพึงระวังในระยะที่เหลือของปี 2553 ได้แก่ ความเสี่ยงจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ความเปราะบางของการพื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก การแข็งค่าของเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

“สำหรับในปี2554 คากว่าแรงกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญยังคงมาจากการขยายตัวของการส่งออก อันเป็นผลสืบเนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมาของรัฐบาลเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการบริโภคและการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง ภาคอุตสาหกรรมมีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ปี2554 ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องระมัดระวังได้แก่ แนวโน้มอัตรแลกเปลี่ยนที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาสินค้าส่งออกของไทย และการผันผวนของราคาน้ำมันที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ รวมทั้งแนวอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้นได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ปี54คาดเก็บจัดเก็บรายได้ 1.6 ล้านล้านบาท

นายอภิสิทธิ์ ระบุถึงฐานะและนโยบายการคลังว่า ในปีงบประมาณพ.ศ.2554 รัฐบาลประมาณการว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิทั้งสิ้นจำนวน 1,720,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% จากปีก่อนและเมื่อหักการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ.ศ.2552 จำนวน 70,500 ล้านบาทแล้ว คงเหลือเป็นรายได้สุทธิที่สามารถนำมาจัดสรรเป็นรายจ่ายของรัฐบาลจำนวน 1,650,000 ล้านบาท หรือ 15.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวในประเด็นนี้เพิ่มเติมว่า ทั้งนี้เพื่อให้สามารถนำนโยบายของรัฐบาล ไปสู่การปฎิบัติและเกิดประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน ในปีงบประมาณพ.ศ.2554 รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายงบประมาณ 6 ประการ ประกอบด้วย 1.ดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุลภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคัลงเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง 2.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเพื่อลดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 3.สนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐทบทวนเพื่อชะลอหรือยกเลิกการดำเนินงานที่มีลำดับความสำคัญลดลงหรือหมดความจำเป็นและสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้

นายกฯ กล่าวว่า 4.เพิ่มสัดส่วนรายจ่ายลงทุนในระดับที่สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง 5.สนับสนุนงยประมาณเพื่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ตามหลักการของรัฐธรรมนูญ และพ.ร.ฎ.ว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการพ.ศ.2551 และ 6.ส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

“ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 13 พ.ค.2553 มีจำนวนทั้งสิ้น 188,664.2ล้านบาทโดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และบริหารรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ ในปีงบประมาณพ.ศ.2554 ได้จัดสรรงบประมาณเป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังจำนวนทั้งสิ้น 30,346.1ล้านบาท เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้เงินคงคลังจ่ายไปก่อนแล้วตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ฐานะการเงินไทยปึ๊กหลังมีเงินสำรองตปท.สูง

ส่วนฐานะและนโยบายการเงิน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2551 วิกฤตการณ์การเงินโลกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งการส่งออก การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ในขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำคณะกรรมการนโยบายการเงินจึงดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 4 ครั้งติดต่อกัน ทั้งนี้ฐานะการเงินของประเทศอยู่ในเกณฑ์มั่นคง ปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเม.ย.2553มีจำนวน 146,693.6ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นกว่า 4 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง

“ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะใด รัฐบาลมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนใช้กลไกด้านงบประมาณเข้าไปร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานภาครัฐที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งรัฐบาได้เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณตามร่างพ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ จะต้องเป็นกลไกที่จะดูแลพีน้องประชาชนทุกคนให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุข มีความสามัคคิปรองดองกัน นำไปสู่สังคมสมานฉันท์ในที่สุด” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

 

 


 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน