
อสมท ยื่น ป.ป.ช.สอบประมูลอุปกรณ์ทีวีดิจิตอล
สหภาพฯ อสมท. ยื่น ปปช.ขอตรวจสอบตัวเอง ปมประมูลอุปกรณ์ทีวีดิจิตอล เหตุพบความไม่โปร่งใสหลายกรณี หลังใช้วิธีพิเศษประมูลเกินความจำเป็น
สหภาพฯ อสมท. ยื่น ปปช.ขอตรวจสอบตัวเอง ปมประมูลอุปกรณ์ทีวีดิจิตอล เหตุพบความไม่โปร่งใสหลายกรณี หลังใช้วิธีพิเศษประมูลเกินความจำเป็น
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.อสมท และประชาคม MCOT นำโดย นายสุวิทย์ มิ่งมล ประธานสหภาพฯ ได้เดินทางมายื่นหนังสือและหลักฐานต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมรายชื่อพนักงานที่สนับสนุน 833 คน เพื่อให้ บมจ.อสมท เป็นองค์กรนำร่องปราบปรามการทุจริต โดยเฉพาะการประมูลจัดซื้อ จัดจ้าง อุปกรณ์ ในการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล โดยวิธีพิเศษของ บมจ.อสมท ที่มีมูลค่าทั้งโครงการเกือบ 2,000 ล้านบาท ที่ยังไม่มีความโปร่งใส
นายสุวิทย์ ให้เหตุผลถึงการมายื่น ป.ป.ช. ครั้งนี้ว่า ธุรกิจสำคัญของ อสมท. ขณะนี้มี 2 ส่วน คือ ทีวีดิจิทัล 2 ช่อง และการให้บริการโครงข่ายที่ อสมท. ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. โดยเราคำนึงถึง การให้บริการลูกค้าที่ดี รวมถึงรายได้ขององค์กรเป็นหลัก ซึ่งจากการลุกขึ้นมาติดตามและตรวจสอบที่ผ่านมา ได้พบกับกระบวนการหลายอย่างที่ส่อไปในทางไม่โปร่งใส อาทิ 1. สตง. เคยทำหนังสือถึง อสมท. ถึง 2 ครั้ง ให้ อสมท. พิจารณาทบทวนการดำเนินการจัดหาโครงการดังกล่าวของฝ่ายบริหาร เนื่องจากไม่เปิดโอกาสให้ผู้ต้องการเสนอราคาได้ทราบถึงข้อมูลและรายละเอียดขอบเขตงาน และคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ และไม่เปิดโอกาสให้แข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมอาจเข้าข่าย พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ 2. มีการหลีกเลี่ยงไม่ให้ใช้วิธีการประมูลตามปกติ แต่ใช้วิธีการจัดซื้อพิเศษ ซึ่งการเสนอดังกล่าวมาจากฝ่ายบริหารบางคนที่ไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง ซึ่งพนักงานและฝ่ายจัดซื้อได้พยายามทักท้วงแล้วแต่ไม่เป็นผล โดยอ้างว่าต้องการให้เกิดความรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริงเกิดกระบวนการดึงเรื่องไว้ให้เกิดความล่าช้า เพื่อให้สามารถใช้วิธีการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ และขณะนี้ อสมท เกิดความเสียหายแล้ว ที่ต้องใช้งบประมาณไปเช่าอุปกรณ์เพื่อให้การบริการโครงข่ายไม่หยุดชะงัก อันจะส่งผลกระทบต่อลูกค้าและประชาชน และอาจส่งผลต่อใบอนุญาตที่ กสทช. ให้ อสมท ได้
นายสุวิทย์ กล่าวว่า สหภาพฯ และประชาคม MCOT ต้องการให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาตรวจสอบกระบวนการที่ไม่โปร่งใสนี้ เนื่องจากล่าสุดมีความพยายามสร้างภาพว่ามีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้นายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ได้อนุมัติให้ตั้งคณะกรรมการสอบไปแล้ว ที่ให้ประกอบด้วยพนักงานระดับรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เป็นกรรมการ แต่มีการดึงเรื่องไว้และพยายามที่จะให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ชุดเดิมตั้งกรรมการสอบสวนแทน แต่บอร์ดได้มีหนังสือยืนยันว่าการอนุมัติตั้งกรรมการของนายเอนก อยู่ในอำนาจและขั้นตอนของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ที่อนุมัติหลักการไว้แล้ว แต่ล่าสุดเมื่อวานนี้ (30 มิ.ย. 57) มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นมา แต่เป็นพนักงานระดับผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งจะต้องสอบบุคคลที่เป็นถึงระดับรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อีกทั้งคณะกรรมการดังกล่าวได้ถูกตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือด้วย
ประธานสหภาพฯ ระบุอีกว่า แม้จะมีการอ้างว่า จนถึงปัจจุบัน อสมท ยังไม่ได้ตอบตกลงกับผู้เสนอราคารายใด แต่จากพยานหลักฐานและพยานบุคคลต่างๆ ที่นำมายื่นต่อ ป.ป.ช. ครั้งนี้ เชื่อว่า ป.ป.ช. จะเรียกผู้บริหารมาสอบสวน และให้ข้อมูล ซึ่งสหภาพฯ และประชาคม MCOT เชื่อว่าเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏสะท้อนออกมาว่า แม้จะไม่มีการตอบตกลงกับบริษัทรายใด แต่กระบวนการที่ผ่านมา ส่อให้เห็นถึงเจตนาว่า อาจเอื้อประโยชน์ต่อเอกชนบางราย ซึ่งหากสหภาพฯ และประชาคม MCOT ไม่ออกมาเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ อสมท อาจมีการสนองราคาให้แก่เอกชนบางรายไปแล้ว







