
ส่งออกส่อถกถอย"ถาวร"
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า การส่งออกไทยมีอัตราขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะการพัฒนาเริ่มเจอปัญหาที่เป็นคอขวด ทั้งการขาดแรงงานมีฝีมือเพื่อรองรับอุตสาห กรรมไฮเทคโนโลยีและขาดแคลนแรงงานต่างด้าว จากเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังขยายตัว
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า การส่งออกไทยมีอัตราขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะการพัฒนาเริ่มเจอปัญหาที่เป็นคอขวด ทั้งการขาดแรงงานมีฝีมือเพื่อรองรับอุตสาห กรรมไฮเทคโนโลยีและขาดแคลนแรงงานต่างด้าว จากเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังขยายตัว
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้วางยุทธศาสตร์จะย้ายไปตั้งโรงงานที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ได้ต้นทุนถูกและหาแรงงานได้ง่ายแล้ว โดยเรื่องนี้นับเป็นปัญหาระดับชาติที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาจต้องลงมากำกับดูแลเองควบคู่ไปกับการทำรถไฟรางคู่และระบบโลจิสติกส์
“หากปล่อยไว้แบบนี้ไทยจะลำบาก เพราะเศรษฐกิจพึ่งการส่งออกถึง 60-70%” เชาวน์ กล่าว
ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การส่งออกในปีนี้จะขยายตัวได้ 3% จะให้สูงกว่านี้คงยาก ถ้าเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาโครงสร้างเดิมๆ อยู่ เมื่อใดที่ส่งออกลดลงเศรษฐกิจก็จะไม่โต
อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนย.) กล่าวว่า การส่งออกไทยไปตลาดอาเซียนช่วง 5 เดือนแรกนี้ปรับตัวลง 3.5% ส่วนหนึ่งเกิดจากการย้ายฐานการผลิตบางส่วนในสินค้ากลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ จากไทยไปลงทุนที่อินโดนีเซียและเวียดนาม หลังเกิดเหตุน้ำท่วมปี 2554 อีกทั้งเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลักชะลอตัว ทำให้ปริมาณการค้าลดลงตามไปด้วย
ด้าน เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ผลการสำรวจธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วง 1-15 มิ.ย.ที่ผ่านมา รวม 12 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่าเอสเอ็มอีมีปัญหาขาดสภาพคล่องทางธุรกิจมากที่สุด จำนวน 207,133 ราย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่มีแรงงานไม่ถึง 5 คน เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบได้
ผลสำรวจการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อทำธุรกิจในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เอสเอ็มอีขนาดเล็กจะใช้วิธีหาทุนผ่านการใช้บัตรเครดิต กู้เงินผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และใช้การจำนำหรือจำนองแทน โดยนิยมใช้รถยนต์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในสำนักงานไปจำนองมากที่สุด เพื่อนำเงินมาเพิ่มสภาพคล่อง โดยเอสเอ็มอีรายเล็กที่มีการจ้างงานไม่ถึง 50 คน จะมีสภาพคล่องทางธุรกิจราว 3045 วันเท่านั้น ต่ำกว่าระดับปกติที่มีระยะเหมาะสมคือ 60 วันขึ้นไป
นอกจากนี้ เอสเอ็มอีบางส่วนกู้เงินนอกระบบอัตราดอกเบี้ย 15% ต่อเดือน หรือกู้ผ่านกลุ่มเพื่อนที่เล่นกอล์ฟด้วยกัน และนักการเมืองท้องถิ่นที่ให้อัตราดอกเบี้ยราว 7% โดยนักการเมืองท้องถิ่นบางรายนำเงินส่วนตัวมาให้กู้ หรือนำเงินงบประมาณในบางโครงการมาให้กู้ ก่อนรีบนำเงินกลับไปที่โครงการ แต่การกู้นอกระบบส่วนใหญ่ไม่มีเงินพอต่อการทำธุรกิจ
ทั้งนี้ ภาครัฐและหน่วยงานที่กำกับดูแลเอสเอ็มอีต้องทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบมากที่สุด โดยเฉพาะผ่านเอสเอ็มอีแบงก์ที่มียอดให้สินเชื่อเอสเอ็มอีแต่ละปีแค่ 8 หมื่นราย ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเอสเอ็มอีทั่วประเทศกว่า 2.7-2.8 ล้านราย
ด้าน ธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารได้ลงนามความร่วมมือกับ 6 หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมศักยภาพเอสเอ็มอีที่มีนวัตกรรมผ่านโครงการเอสเอ็มอีสุขใจวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยเอสเอ็มอีได้ 1.2 หมื่นราย จากกว่า 2 ล้านราย
“หลังปล่อยกู้และให้ความรู้การพัฒนาผลิตภัณฑ์และทางบัญชีแล้ว ก็จะดึงลูกค้าเข้าสู่โครงการในรูปแบบกองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์แคปิตอล) มีเป้าหมายระยะ 5 ปี” ธัชพล กล่าว
ขณะที่ สาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในวันที่ 5 ก.ค.นี้ จะมีการหารือในรายละเอียดและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้น รวมถึงวงเงินที่จะตั้งจากการหารือ







