
ติดที่กฎ...หรือติดที่ใจ
ครบเดือนกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย จากที่อึดอัด ขัดและติดกับการโจมตีกล่าวหากันและกันของคู่ขัดแย้งทางการเมืองด้วยข้อกฎหมาย ตัวบทรัฐธรรมนูญ ประเพณีการปกครอง หรือแม้แต่ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างสำนักนายกรัฐมนตรี
ครบเดือนกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย จากที่อึดอัด ขัดและติดกับการโจมตีกล่าวหากันและกันของคู่ขัดแย้งทางการเมืองด้วยข้อกฎหมาย ตัวบทรัฐธรรมนูญ ประเพณีการปกครอง หรือแม้แต่ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างสำนักนายกรัฐมนตรี
เราได้ฟังคำโต้แย้งรายวันมาหลายเดือนว่า ทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ให้ หรือทำอย่างนี้ก็ไม่ได้ เพราะขัดกับวรรคนั้นวรรคโน้น จนในที่สุดก็ถึงทางตันบนกระดาน
ดร.วิษณุ เคยแนะว่า ให้รักษาประชาธิปไตยให้แน่น แต่กอดรัฐธรรมนูญให้น้อยหน่อย ลองคิดทำให้เหตุการณ์ดีขึ้น ทำโดยไม่ต้องคิดถึงแต่การอ้างกฎหมาย แต่ถามตัวเองและถามกันเองว่า “ถ้าทำอย่างนี้หรือทำอีกอย่าง อันไหนมันจะดีต่อประเทศมากกว่ากัน...”
แล้ววันนี้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคและข้ออ้างหายหมดแล้ว เพราะถูกยกเลิกหรือไม่ก็ทะลวงผ่านไปเลย สิ่งดีๆ หลายอย่างคงจะเกิดไม่ได้ ถ้ายังติดอยู่แต่กับพันธนาการที่เคยได้ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งแทบไม่เหลือใครอ่านเสียแล้ว อย่างมากก็มีไว้ค้น ไว้อ้างอิง ว่ามีอยู่หรือเคยมีจริง...! กล่าวอ้างกันถึงนิติรัฐ
แต่จนแล้วจนรอดก็เป็นเพียงการเลือกหาข้อความที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนเอง หรือเป็นโทษต่อฝ่ายตรงข้าม น่าเสียดายถ้าเห็นกฎหมายสำคัญกว่าความน่าศรัทธา สิ่งที่ คสช.ทำในเดือนที่ผ่านมา หากนักการเมืองจากการเลือกตั้งเคยคิดอ่านและยอมดำเนินการด้วยความน่าวางใจ และแม้จะวิจารณ์โต้แย้งข้อดีข้อด้อยกันได้ ก็คงไม่เกิดอาการการเมืองบูดเสียมาหลายปี
สุภาษิตกฎหมายมีหลายอันที่ช่วยย้ำให้ทราบว่า สิ่งที่ผมพูดไม่ใช่ของใหม่ สุภาษิตโบราณของกฎหมายอันหนึ่งบอกว่า “ความชอบธรรมเป็นบ่อเกิดของกฎหมาย แต่กฎหมายไม่ได้เป็นบ่อเกิดของความชอบธรรม” ดังนั้น กฎหมายคือสิ่งที่ช่วยสะท้อนความเป็นธรรมในยามยกร่าง หากสุจริตและรอบคอบพอในการร่าง ความเป็นธรรมก็อาจถูกบัญญัติหรือบรรจุไว้ในกฎหมาย แต่หากตอนยกร่างหรือตอนนำออกมาใช้ ผู้ร่างไม่รอบคอบหรือไม่สุจริต กฎหมายนั้นก็ไม่เหลือความชอบธรรมอะไร มีแต่อำนาจของผู้บัญญัติกับความไม่กล้ายกเลิกมันของผู้ใช้กฎหมายที่ไร้ความชอบธรรมนั้น
แต่หากแม้มีความสุจริตและรอบคอบพอควรในการร่างกฎหมายแล้ว ความเป็นธรรมที่มีขึ้นในกฎหมายนั้นก็อาจเสื่อมคลายลงเมื่อผ่านกาลเวลา เพราะบรรทัดฐานของความเป็นธรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในแต่ละสังคมที่มันเคลื่อนเลื่อนไหลไปเรื่อยๆ...
สิ่งที่เคยชอบธรรมในหลายปีก่อนอาจไม่ชอบธรรมเสียแล้วในอีกวันหนึ่ง การยกเลิกสิทธิพิเศษของผู้บริหารและกรรมการบอร์ดของบริษัท การบินไทย เคยเป็นความชอบธรรมในระดับหนึ่งของกิจการประเภทนี้ในสมัยก่อนโน้น อาจเพราะต้องการจูงใจให้ผู้บริหารและกรรมการบอร์ดใส่ใจใช้บริการการบินของบริษัท ไม่ว่าจะเพื่อกระตุ้นพนักงานให้รู้สึกว่า นอกจากลูกค้าแล้วยังมีผู้บริหารมาให้สัมผัส จะเพื่อเพิ่มความใส่ใจในการบริการ หรือจะได้มารับรู้ดูเห็นความหนักของงานหรือความละเอียดอ่อนที่ลูกน้องในบริษัทต้องเจอ เวลาเจอะลูกค้าที่มีพฤติกรรมไม่สุภาพ กลับเข้าบอร์ดไปประชุมกัน จะได้ปรึกษาหารือและแก้ไข...
แต่ภายหลังสิทธิในการได้บินฟรีเช่นนั้น ถูกมองว่าเป็นอภิสิทธิ์ที่ไม่เข้าท่า แม้ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ขัดข้อบังคับ แต่ไม่ชอบธรรมเสียแล้ว แม้ผู้ถือหุ้นเคยพยายามถาม แต่ไม่เห็นเคยแจกแจง และไม่ได้ยินข่าวว่ามีการแจกแจงว่าบอร์ดคนไหนบินฟรีเท่าไหร่ ไปไหน
ดีแล้วล่ะที่เลิก สังคมไม่ค่อยรู้และไม่รู้สึกชื่นชมผู้มีสิทธิอันนี้ อีกอย่างหนึ่งคราวนี้บอร์ดไม่ได้ขอเลิกใช้สิทธินี้เอง แต่ถูกให้เลิกเสียทีจากผู้มีอำนาจเหนือกว่า
อ้อ!...ใครที่มีสิทธินี้ แต่ไม่ยอมใช้ ก็ขอได้รับการคารวะนะครับ ไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า หรือถ้าใช้แล้วเคยเอามาเปรียบเทียบเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของบริษัทอย่างจริงจังก็ขอชมเชย แต่เท่าที่ฟังมาส่วนใหญ่บินไปเพราะติดใจที่ได้บินฟรี...!
พวก สส. สว. ก็เช่นกัน บินบ่อยเพราะฟรีนี่ก็มาก ที่จริงสภาก็ต้องตามเอาเงินไปจ่ายคืนให้การบินไทยทุกใบนั่นแหละ จริงอยู่ว่าเป็นสิทธิ เพราะผู้ร่างกฎเขาต้องการให้ สส. สว. ได้รับความสะดวกในการออกไปเยี่ยมรับฟังความทุกข์ของประชาชน
ที่จริงในอุตสาหกรรมการบินเขาไม่ได้มีสมาชิกบอร์ดนั่งกันมากมายแล้วล่ะครับ เขาดูว่ามีความรู้ใดที่ห้องประชุมกรรมการขาด เขาก็เอาคนมีความรู้มาตอบให้เป็นรายการๆ ไป ถ้าเป็นความรู้ที่อุตสาหกรรมนี้ต้องใช้อย่างต่อเนื่องและเข้มข้น ก็อาจให้เป็นบอร์ด ถ้าใช้เป็นคราวๆ ก็เป็นที่ปรึกษาหมดธุระปรึกษาก็จบไป มีเหตุก็เชิญมาให้คำปรึกษาใหม่ สายการบินแข่งขันกันสูง ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์เปรียบเทียบ ดังนั้นการส่งให้ผู้บริหารและบอร์ดไปลองเดินทางกับสายการบินอื่นในเส้นทางคู่แข่งบ้าง อาจเกิดประโยชน์กว่า
ผู้สันทัดกรณีเล่าว่า การบริหารกิจการสายการบินนั้นจุกจิกมาก ผู้บริหารต้องคิดหาทางปรับปรุงโน่นนี่ตลอดเวลา ส่วนผู้จะเป็นกรรมการที่ดีนั้นก็ไม่ควรเข้าไปล้วงลูกฝ่ายบริหาร กรรมการที่ดีมีหน้าที่กำกับดูแล ไม่ใช่เข้าไปบริหาร และต้องคำนึงถึงประโยชน์ของกิจการในระยะยาวเสมอ คู่มือการทำงานไหนที่ล้าสมัยแล้ว ก็แก้ไขให้คล่องตัวได้ อะไรที่พอจะประหยัดให้องค์กรได้ก็ควรจะทำ...ที่คนเราอยากเป็นใหญ่เป็นโต หากมุ่งหมายจะมาเป็นผู้นำ เพื่อให้คนอื่นๆ ตามในเรื่องดีๆ มีความพอเพียง ย่อมน่าศรัทธายิ่ง แต่ต้องไม่ใช่บินแต่ชั้นหนึ่งนะครับ ให้ไปบินชั้นต่ำกว่านั้นครับ เพราะแข่งขันจริงๆ คือตรงนั้น อีกเรื่องคือน่าจะตัดกิจกรรมครัวการบิน ตัดกิจกรรมฝ่ายช่าง ตัดกิจกรรมฝ่ายสนับสนุนที่ลานจอดเครื่องบินออกไปเป็นบริษัทต่างหาก
ทางตันของชาติที่จริงไม่เคยเกิดขึ้นเพราะติดระเบียบกฎหมายหรอก แต่เพราะติดใจต่างหาก







