
คสช.ปัดกวาดประเทศ ต้องสร้างพลเมืองของชาติ
การรัฐประหารโดยการเข้ายึดอำนาจการบริหารประเทศของคณะทหารหลายสิบครั้งในประเทศไทย มีชื่อเรียกในการทำรัฐประหารที่แตกต่างกันในแต่ละครั้ง ครั้งล่าสุด (22 พ.ค. 2557) เรียกว่า “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” และเหตุผลความจำเป็นในการเข้ายึดอำนาจมีข้อสรุปที่ตรงกันก็คือ “พฤติกรรมของนักการเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยไทย เมื่อได้อำนาจเข้ามาบริหารประเทศแล้วมักแสวงหาผลประโยชน์โดยการทุจริตคอร์รัปชั่น เหลิงอำนาจ สร้างอิทธิพลครอบงำที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ทั้งในเครื่องแบบ โดยเฉพาะตำรวจ อิทธิพลท้องถิ่นที่มีการสะสมอาวุธร้ายแรง เช่น อาวุธสงคราม ปืน ระเบิดชนิดต่างๆ เพื่อทำลายกลุ่มต่อต้านและฝ่าย
การรัฐประหารโดยการเข้ายึดอำนาจการบริหารประเทศของคณะทหารหลายสิบครั้งในประเทศไทย มีชื่อเรียกในการทำรัฐประหารที่แตกต่างกันในแต่ละครั้ง ครั้งล่าสุด (22 พ.ค. 2557) เรียกว่า “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” และเหตุผลความจำเป็นในการเข้ายึดอำนาจมีข้อสรุปที่ตรงกันก็คือ “พฤติกรรมของนักการเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยไทย เมื่อได้อำนาจเข้ามาบริหารประเทศแล้วมักแสวงหาผลประโยชน์โดยการทุจริตคอร์รัปชั่น เหลิงอำนาจ สร้างอิทธิพลครอบงำที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ทั้งในเครื่องแบบ โดยเฉพาะตำรวจ อิทธิพลท้องถิ่นที่มีการสะสมอาวุธร้ายแรง เช่น อาวุธสงคราม ปืน ระเบิดชนิดต่างๆ เพื่อทำลายกลุ่มต่อต้านและฝ่าย
ตรงข้ามจนก่อให้เกิดความขัดแย้ง
แม้ภายหลังรัฐประหารทุกครั้งจะมีการเรียกร้องให้คืนอำนาจให้ประชาชน มีประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และจัดให้มีการเลือกตั้งไปได้สักระยะหนึ่ง ในที่สุดสังคมไทยก็วังวนกลับมาสู่จุดเดิม หรือที่เรียกว่า “วงจรอุบาทว์”
ผมจึงเห็นว่า “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ต้องระมัดระวังในการดำเนินการหรือกระทำการในฐานะที่เข้ามาปัดกวาดประเทศไทย จะต้องกระทำให้ตรงกับปัญหาหรือต้องตีโจทย์ให้แตกว่าปัญหาที่แท้จริงของการเมืองไทยอยู่ตรงไหน โดยเฉพาะการสรุปบทเรียนการรัฐประหารในอดีตที่เข้ามาเยียวยาปัญหาชั่วครู่ชั่วคราวและคิดแก้ปัญหาเฉพาะกลไกโครงสร้างทางการเมืองที่จัดให้มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง แต่ขาดการพัฒนาคนและการแก้ปัญหาพฤติกรรมของคนในระบบการเมือง
ผมเข้าใจว่า คสช.คงจะรู้ปัญหาดีว่าพฤติกรรมของคนไทยในระบบการเมืองที่มีนักการเมืองเข้าสู่อำนาจการบริหารประเทศแล้ว พบว่ามีพฤติกรรมแสวงหาผลประโยชน์โดยการทุจริตคอร์รัปชั่นจากโครงการต่างๆ ที่เด่นชัดก็คือ โครงการรับจำนำข้าวที่ต้องสูญเสียงบประมาณแผ่นดินไปไม่น้อยกว่า 58 แสนล้านบาท และปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองก็เพราะผู้มีอำนาจทางการเมืองขาดหลักธรรมาภิบาล ทั้งในแง่การเสนอกฎหมายและแก้ไขกฎหมาย การโยกย้ายข้าราชการก็ล้วนแล้วแต่เพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้องทั้งสิ้น
แม้ว่า คสช.จะมีความตั้งใจปัดกวาดประเทศโดยการปฏิรูปประเทศในหลายๆ ด้านเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติให้กลับมาอย่างยั่งยืนนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่เดินมาถูกทางแล้ว แต่ก็ยังเห็นว่า คสช.ก็จะต้องมาปัดกวาดปัญหาที่คนในระบบการเมืองที่เป็นนักการเมืองสร้างปัญหาไว้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาชาวนาให้ได้รับเงินค่าจำนำข้าว การกวาดล้างอิทธิพลที่เชื่อมโยงกับนักการเมือง ทั้งการซ่องสุมอาวุธสงคราม ปืน ระเบิดชนิดต่างๆ การจัดระเบียบสังคม แรงงานต่างด้าว การค้ามนุษย์ การรื้อบอร์ดรัฐวิสาหกิจ (บางแห่ง) และค่าตอบแทน การแก้ปัญหาลอตเตอรี่แพง เป็นต้น ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นผลผลิตจากการกระทำของนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่เข้าสู่อำนาจการบริหารประเทศทั้งสิ้น
แม้จะมีข้อเสนอในการปัดกวาดประเทศไทยโดยการปฏิรูปประเทศในหลายๆ ด้านก็ตาม แต่ผมเห็นว่า การปฏิรูปที่สำคัญที่สุดของสังคมไทยก็คือ “การปฏิรูปคนไทยและพฤติกรรมของนักการเมืองไทย” เพราะต้นตอของปัญหาทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่ “คนขาดความเป็นพลเมือง” เป็นต้นว่า นักการเมืองส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตคอร์รัปชั่น ยังสร้างอิทธิพล สั่งสมอาวุธ ยังมีการหนีคดีหมิ่นพระมหากษัตริย์ หนีคดีทุจริต เป็นต้น รวมทั้งคนไทยเองก็ยังยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่สำคัญยังมีนักการเมืองในฐานะผู้ก่อการใหญ่ยังสนับสนุนบริวาร สร้างเครือข่ายเพื่อก่อกวน สร้างความรุนแรงในประเทศไทย อันเป็นต้นตอของปัญหา ซึ่งต้องหาวิธีการตัดต้นตอของปัญหาและนำมาลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง มิใช่ปล่อยให้หลบหนี ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อการหรือสมุนบริวาร
ผมเข้าใจว่า การปัดกวาดประเทศโดยการปฏิรูปประเทศ แม้ว่าจะต้องกระทำอย่างจริงจังในหลายๆ ด้านก็ตาม แต่ด้านหนึ่งที่เห็นว่าตรงจุดตรงปัญหาก็คือ “การปฏิรูปคนไทย พัฒนาคน สร้างคนให้มีความเป็นพลเมืองของชาติ” ที่มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก พลเมืองของชาติต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่โกงหรือคอร์รัปชั่น และจะต้องเป็นผู้ที่รังเกียจต่อต้านการคอร์รัปชั่น
นอกจากนี้ การสร้างพลเมืองต้องทำให้คนไทยมีระเบียบวินัย เพราะระเบียบวินัยเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การเคารพกฎหมายบ้านเมือง และความรับผิดชอบต่อชุมชนสังคม เป็นต้น
ผมเข้าใจว่า การปฏิรูปคนไทยอาจจะต้องใช้เวลาเพื่อขัดเกลา (Socialization) คนในสังคมไทยให้เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ และกระทำคู่ขนานกับการเชิญชวนให้คนในชุมชนท้องถิ่น “ปฏิรูปตนเอง” เพื่อเป็นแบบอย่างของชุมชนท้องถิ่นที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีระเบียบวินัย
นอกจากนี้ ผมเห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างคนให้เป็นพลเมืองเป็นสิ่งที่ต้องรีบดำเนินการในระดับการศึกษาทุกระดับเพื่อสร้างเด็กไทยรุ่นใหม่ให้มีระเบียบวินัย มีความซื่อสัตย์สุจริต โดยเฉพาะการส่งเสริมครูอาจารย์ให้เป็นแบบอย่างและมีส่วนร่วมในการสร้างพลเมืองของชาติ
ผมเห็นข่าวการเรียกร้องให้มีการคืนประชาธิปไตยของต่างประเทศต่อสถานการณ์รัฐประหารในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศอียู ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเห็นว่าเป็นหลักการที่ดี แต่เมื่อมองพื้นฐานของคนในสังคมตะวันตกและสังคมไทยยังเห็นว่ามีมาตรฐานที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระเบียบวินัย ความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบของผู้นำ และความมีธรรมาภิบาล ผมจึงเห็นว่า คสช.จำเป็นต้องปฏิรูปคนไทยให้มีความเป็นพลเมืองก่อนคืนอำนาจประชาธิปไตยให้คนไทย มิฉะนั้นสังคมไทยจะพบพานกับวงจรอุบาทว์เช่นเดิม







