posttoday
ทุจริตกรมศุลฯฉุดเศรษฐกิจไทยถอยหลัง

ทุจริตกรมศุลฯฉุดเศรษฐกิจไทยถอยหลัง

24 มิถุนายน 2557

ยิ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลุยล้างทุจริตในประเทศมากเท่าไร

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ยิ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลุยล้างทุจริตในประเทศมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปที่กรมศุลกากรมากขึ้นเท่านั้น เพราะที่ผ่านมากรมศุลกากรได้ชื่อว่าเป็นหน่วยงานที่ถูกจัดอันดับว่า มีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทยมาโดยตลอด

กรมศุลกากรถือได้ว่าเป็นประตูแห่งการค้าขายของประเทศที่สำคัญ เศรษฐกิจไทยต้องพึ่งการส่งออกนำเข้าไม่ต่ำกว่า 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แต่ละปีมีมูลค่านับล้านล้านบาท การที่กรมศุลกากรมีปัญหาทุจริต ทำให้การค้าขายของประเทศมีอุปสรรคและเป็นปัญหาทำให้เศรษฐกิจขยายตัวไม่เต็มที่จนบางครั้งอยู่ในภาวะถอยหลัง

ที่ผ่านมาหอการค้าทั้งของไทยและต่างประเทศมีการถกปัญหาการทุจริตของกรมศุลกากรมาอย่างต่อเนื่อง แต่การแก้ไขก็เป็นไปอย่างเชื่องช้าจนหาความคืบหน้าไม่ได้ โดยเฉพาะการยกเลิกการให้สินบนนำจับกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ที่เดิมต้องการเป็นเครื่องมือแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องในการจับกุมสินค้าที่เลี่ยงภาษี แต่ไปๆ มาๆ ภายหลังสินบนนำจับกลับกลายเป็นช่องว่างให้เจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรหากินกับการไล่ล่าเพื่อหวังรางวัลสินบนนำจับ

สาระสำคัญของกฎหมายสินบนรางวัลเดิมจะให้เงินรางวัล 25% ของค่าปรับ กับเจ้าหน้าที่และผู้บริหารกรมศุลกากร และสินบนอีก 30% ให้กับสายที่นำจับ หากไม่มีสายแจ้งความนำจับให้เพิ่มเงินรางวัลเป็น 30% โดยกฎหมายไม่มีการกำหนดเพดานจำนวนเงินที่ได้รับ

ช่องว่างดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรดาหน้าไล่จับผู้นำเข้าสินค้าทั้งที่จงใจและไม่จงใจเสียภาษีไม่ครบ เพราะต้องการเงินรางวัลสินบนนำจับที่กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องเสียค่าปรับถึง 2 เท่าของภาษีที่จ่ายไม่ครบ แต่หากไม่ยอมจ่ายและต่อสู้กันถึงขั้นขึ้นศาล หากผู้ประกอบการแพ้ค่าปรับที่จ่ายจะสูงถึง 4 เท่าของมูลค่าสินค้า และยังต้องจ่ายภาษีที่ขาดให้ครบรวมถึงมีโทษจำคุก ทำให้ผู้นำเข้าส่วนใหญ่ต้องยอมจำนน เสียค่าปรับในชั้นอุทธรณ์

ที่ร้ายที่สุดยังพบว่า สายที่นำจับส่วนใหญ่เป็นขบวนการเดียวกันกับเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร

ความคาดหวังที่จะได้เงินรางวัลดังกล่าว ทำให้รางวัลสินบนนำจับในแต่ละปีสูงทะลุถึงหลักพันล้านบาท

ที่ผ่านมาจึงมีผู้ประกอบการเรียกร้องเรื่องสินบนนำจับมาโดยตลอดทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ สาระสำคัญคือให้ยกเลิกสินบนนำจับ แต่ก็ไม่มีรัฐบาลไหนทำสำเร็จ แม้ว่า ที่ผ่านมาจะมีการแก้ไขกฎหมาย โดยกำหนด เงินรางวัลใหม่เป็นไม่เกิน 15% แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท และเงินสินบน 20% แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับความสนใจ หรือมีความพยายามที่จะยกเลิกตามข้อเรียกร้องผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ การผลักดันการแก้กฎหมายยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า ไม่ทันการเลือกตั้งใหม่ หรือไม่ก็มีการยุบสภาเสียก่อน ทำให้สินบน นำจับยังเป็นหลุมดำของกรมศุลกากรถึงทุกวันนี้

นอกจากเรื่องสินบนนำจับแล้ว กรมศุลกากรยังมีช่องทางการทุจริตอย่างอื่น เช่น ขบวนการฟอกรถผิดกฎหมายให้เป็นรถถูกกฎหมาย โดยเฉพาะรถหรู ราคาแพง ที่ทำกันเป็นขบวนการ เริ่มจากการลักลอบนำรถเข้ามาจากต่างประเทศ แล้วมีกระบวนการให้ถูกจับกุมฐานเลี่ยงภาษี พอถึงเวลาระยะหนึ่งกรมศุลกากรก็นำรถของกลางดังกล่าวมาเปิดประมูลขายในราคาถูก แม้ว่ารัฐบาลสมัยหนึ่งจะสั่งให้มีการยกเลิกการประมูลรถ เพื่อตัดวงจรอุบาทว์ดังกล่าว แต่เมื่อรัฐบาลนั้นพ้นการบริหารไป กรมศุลกากรก็กลับมาเปิดประมูลรถนำเข้าใหม่จนถึงทุกวันนี้

สำหรับการทุจริตของกรมศุลกากรที่ร้ายแรงที่สุด คือการรับสินบนจากการส่งออกนำเข้า ทำให้ประเทศเสียเงินภาษีและเสียหายทางเศรษฐกิจจำนวนมาก ในส่วนของการส่งออก มีการปล่อยสินค้าส่งออกที่กฎหมายห้าม เช่น การส่งออกไม้พะยูง ไม้ต้องห้ามตามกฎหมาย ที่ห้ามส่งออก แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมายังมีการลักลอบส่งออกต่อเนื่อง มีการเรียกสินบนถึงตู้ละ 5 หมื่นบาท ไปจนถึง 1 แสนบาท

หรือที่เป็นกรณีร้อนคือ การนำเข้ารถหรูโดยสำแดงราคาต่ำที่ผ่านมามีการนำเข้าปีละนับพันคัน คิดเป็นเงินภาษีที่เสียหายปีละนับหมื่นล้านบาท โดยมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะมีการรับสินบนตรวจปล่อยรถอย่างไม่ถูกต้อง และยังพบว่าผู้ประกอบการนำเข้ารถหรูรายใหญ่มีความใกล้ชิดฝ่ายการเมือง และมีบารมีสามารถย้ายผู้บริหารกรมศุลกากรที่ขัดขวางขบวนการนำเข้ารถหรูที่สำแดงราคาต่ำให้มีปัญหาอุปสรรคยากลำบาก

ที่ผ่านมา แม้มีการสอบวินัยเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรหลายคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว แต่การดำเนินการเอาผิดกลับล่าช้า เพราะหากเอาผิดเจ้าหน้าที่ก็อาจจะกระทบ ผู้บริหารระดับสูงของกรมศุลกากรในที่สุด ทำให้การสางทุจริตของกรมศุลกากรที่ผ่านมาไม่มี ความคืบหน้า

อย่างไรก็ตาม การทุจริตในกรมศุลกากร ไม่สามารถตบมือข้างเดียวให้ดังได้ ผู้ประกอบการนำเข้าส่งออกก็มีส่วนร่วมทำให้เกิดการทุจริตรุนแรงเพิ่มขึ้น มีการเสนอสินบนให้กับเจ้าหน้าที่และผู้บริหารเพื่อทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ดังนั้น การยกเลิกรางวัลสินบนนำจับ แม้จะเป็นเรื่องดีและเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ แต่ทำเรื่องนี้อย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะกลายเป็นการป้องกันข้าราชการฝ่ายเดียว แต่ไม่ได้ป้องปรามฝ่ายเอกชนให้เสนอสินบนกับ เจ้าหน้าที่หรือผู้บริหาร

รวมถึงการแก้ไขปัญหาทุจริตของกรมศุลกากรด้วยการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ หรือ ผู้บริหารระดับสูงก็ไม่สามารถแก้ปัญหาทุจริตได้ เพราะคนใหม่เข้ามาก็ต้องตกอยู่ในวังวนของการทุจริตในที่สุด เพราะไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง และบางครั้งคนที่ถูกย้ายออกไป ก็กลับเข้ามาอยู่ในตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งที่สูงกว่าเดิม และมีอิทธิพบในการทำให้เกิดการทุจริตของกรมศุลกากรต่อไป

ดังนั้น การแก้ไขทุจริตของกรมศุลกากรต้องมีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อเอาผิดทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้บริหาร รวมถึงเอกชนที่เข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาทั้งต้นทางและปลายทาง โดยจะต้องมีวิธีการที่ดำเนินการเอาผิดผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างรวดเร็วและต้องกำหนดโทษที่รุนแรง รวมถึงให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศให้ครบด้วย

หากยังปล่อยให้กรมศุลกากรแก้ปัญหาทุจริตภายใต้โครงสร้างและเงื่อนไขเดิมก็มองได้ไม่ยากว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาทุจริตให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้เลย เพราะถึงวันนี้กรมศุลกากรก็ยังเตรียมเสนอให้ คสช.แก้ไขกฎหมายเพียงแค่ขอลดสินบนและรางวัลนำจับแทนที่จะเสนอให้มีการยกเลิก

ที่ผ่านมากรมศุลกากรมีการแก้ปัญหาทุจริต โดยเก็บเงินค่าบริการตรวจใบนำเข้าส่งออกสินค้าใบละ 200-300 บาท เพื่อนำมาจ่ายเป็นรายได้เพิ่มให้กับเจ้าหน้าที่ป้องกันปัญหาเงินใต้โต๊ะ ด้วยการดึงเรื่องด้านขั้นตอนเอกสารให้ล่าช้า

แต่การดำเนินการดังกล่าวมาถึงวันนี้พิสูจน์ได้แล้วว่า การนำเงินใต้โต๊ะมาไว้บนโต๊ะไม่ได้แก้ปัญหาทุจริตให้ลดน้อย ในทางตรงข้ามกลับทำให้การทุจริตคอร์รัปชั่นของกรมศุลกากรเลวร้ายมากขึ้น เพราะมีการรับเงินกันทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะจนสร้างความเสียหายให้กับประเทศมหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน