posttoday
ประกันภัยไซเบอร์

ประกันภัยไซเบอร์

24 มิถุนายน 2557

ประกันภัยไซเบอร์กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษ

ประกันภัยไซเบอร์กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษ

Cyber insurance เป็นการช่วยคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากความเสี่ยงและภัยคุกคามด้านไซเบอร์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน การพึ่งพาเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในภาคธุรกิจ ส่งผลให้เกิดการโจรกรรมข้อมูลและการโจมตีผ่านระบบไซเบอร์เพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ จากข้อมูลของบริษัท Deutsche Telecom ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมชั้นนำของเยอรมัน พบว่ามีการโจมตีระบบ SMB (Server Message Block) ในสหรัฐอเมริกา ถึง 1.4 ล้านครั้ง หรืออย่างน้อย 32 ครั้ง/นาที เมื่อช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การถูกโจมตีผ่านระบบไซเบอร์อาจนำความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมาสู่บริษัท ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงผลกำไรของบริษัทในอนาคตอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ภาคธุรกิจต่างๆ จึงเริ่มตื่นตัวในเรื่องการป้องกันการถูกโจมตีผ่านระบบไซเบอร์มากขึ้น และมีการบริหารความเสี่ยงนี้ด้วย Cyber insurance ทั้งนี้ Cyber insurance หรือประกันภัยไซเบอร์ เป็นประกันภัยรูปแบบใหม่ที่มีการพัฒนาและเติบโตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยกรมธรรม์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยคุ้มครองธุรกิจต่างๆ จากความเสียหายอันเกิดจากความเสี่ยงและภัยคุกคามด้านไซเบอร์ที่อาจสร้างความเสียหายให้กับบริษัทในหลายด้าน

ในช่วงปี 20092013 ตลาด Cyber insurance ในสหรัฐอเมริกา เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 30% ในปี 2013 ตลาด Cyber insurance ในสหรัฐอเมริกา มีมูลค่ากว่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เฉพาะในปี 2013 ตลาดมีการขยายตัวถึง 30% ในขณะที่ธุรกิจประกันภัยโดยรวมของสหรัฐอเมริกาเติบโตไม่ถึง 4%

ตัวแปรด้านความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บนโลกไซเบอร์ที่ยากจะหลีกเลี่ยง ทั้งรูปแบบการโจมตีที่มีความเฉพาะตัวและหลากหลายมากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นอุปสงค์ของ Cyber insurance ให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีแนวโน้มว่าตลาดกรมธรรม์ประเภทนี้จะยังคงสดใสและเติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อไป

การโจมตีผ่านระบบไซเบอร์ที่มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Cyber insurance มีรูปแบบหลากหลายเช่นกัน โดย Cyber insurance ที่อยู่ในตลาดขณะนี้มีกรมธรรม์อยู่ 5 ประเภทที่กำลังเป็นที่นิยมของภาคธุรกิจ ได้แก่ การคุ้มครองความเสียหายของบุคคลที่สาม การคุ้มครองการตรวจสอบความเสียหาย การคุ้มครองรายได้ของบริษัทที่สูญเสีย การคุ้มครองค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และการคุ้มครองค่าเสียหายจากสื่ออินเทอร์เน็ต

การคุ้มครองของ Cyber insurance ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่คุ้มครองความเสียหายอันเกิดจากระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบสารสนเทศเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงมหันตภัยอื่นๆ ด้วย รวมไปถึง AIG ที่เพิ่งเปิดตัว Cyber insurance ใหม่ ภายใต้ชื่อ CyberEdge PC ซึ่งคุ้มครองความเสียหายต่อร่างกายและทรัพย์สินที่เป็นผลมาจากการโจมตีผ่านระบบ ไซเบอร์ โดย CyberEdge PC เป็นกรมธรรม์เสริมที่พ่วงเข้ามากับตัวกรมธรรม์หลักโดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มธุรกิจเชิงพาณิชย์ ซึ่ง CyberEdge PC ช่วยคุ้มครองอุบัติเหตุ เช่นในกรณีของอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนนจากระบบไฟจราจรที่ถูกเจาะระบบ หรือความเสียหายของรถไฟในกรณีที่ขับออกนอกเส้นทางปกติ อันเนื่องมาจากระบบถูกโจมตี เป็นต้น รูปแบบและการซื้อขาย Cyber insurance มีแนวโน้มที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงต่อไปเรื่อยๆ และจะมีรูปแบบเฉพาะที่สอดคล้องกับการใช้งานของบริษัทนั้นๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ทันกับการโจมตีผ่านระบบไซเบอร์ที่มีการพัฒนารูปแบบตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในอนาคต

ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมไปถึงตลาดประกันภัยอื่นๆ ทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจกรมธรรม์ Cyber insurance ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในภาคธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะสถาบันการเงิน ร้านค้าปลีก/ค้าส่ง ธุรกิจสุขภาพ การบริการแบบมืออาชีพ การศึกษา และธุรกิจการสื่อสารและเทคโนโลยี

บริษัทเหล่านี้สนใจ Cyber insurance เนื่องจากต้องจัดการข้อมูลที่มีความอ่อนไหว เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล เลขบัตรเครดิต และประวัติข้อมูลผู้ป่วย

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าตลาด Cyber insurance จะมีการพัฒนาและขยายตัวไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยมีการประมาณการว่าตลาด Cyber insurance ในยุโรปจะมีมูลค่าสูงถึง 700900 ล้านยูโร (1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ) ภายในปี 2018

มูลค่าดังกล่าวใกล้เคียงกับมูลค่าตลาดประกันภัยไซเบอร์ของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ตลาด Cyber insurance ของยุโรปจะมีการเติบโตอย่างมากใน 23 ปีข้างหน้า

สำหรับไทย ธุรกิจที่มีแนวโน้มให้ความสนใจกับ Cyber insurance มากที่สุดคือสถาบันการเงินและธุรกิจโทรคมนาคม ท่ามกลางภาคธุรกิจต่างๆ ในไทย สถาบันการเงินและธุรกิจโทรคมนาคมมีจำนวนผู้ใช้บริการมากที่สุด จากข้อมูลของ กสทช. พบว่า มีผู้จดทะเบียนใช้บริการโทรศัพท์มือถือในไตรมาสแรกของปี 2014 ราว 96 ล้านเลขหมาย และรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย ว่า จากจำนวนประชากรโดยรวม 65 ล้านคน มีผู้ถือบัตรเครดิต 17 ล้านใบ ผู้ถือบัตรเดบิต 43 ล้านใบ และผู้ถือบัตรเอทีเอ็ม 24 ล้านใบ รวมไปถึงข้อมูลจาก Quandl ที่ระบุว่าอัตราการถือบัญชีธนาคาร/จำนวนประชากร อยู่ที่ 1,123 บัญชีต่อ 1,000 คนขณะที่อัตราดังกล่าวในสหรัฐฯ อยู่ที่ 350 บัญชี ดังนั้น ทั้งสองกลุ่มธุรกิจข้างต้นจึงมีฐานข้อมูลที่อ่อนไหวอยู่มากจึงอาจมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีบนโลกไซเบอร์มากด้วย

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา