
กทม.เร่งจัดระเบียบแผงลอยโบ๊เบ๊
กทม.เดินหน้าจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่-แผงลอยย่านโบ๊เบ๊-มหานาค คาดเห็นผลภายในเดือนก.ค.
กทม.เดินหน้าจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่-แผงลอยย่านโบ๊เบ๊-มหานาค คาดเห็นผลภายในเดือนก.ค.
เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. เวลา 14.00 น. กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้จัดประชุมชี้แจงแนวทางจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่-แผงลอย โบ๊เบ๊-มหานาค เพื่อคืนความสุขให้ประชาชน
นายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ กล่าวว่า กทม. มีนโยบายจัดระเบียบผู้ค้าแผงลอยอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการเพิ่มพื้นผิวการจราจรและเพิ่มพื้นที่ทางเท้าให้กับประชาชน กรณีโบเบ้พบพื้นมีผู้ค้าบนพื้นผิวถนน กอปรกับทางเดินบนทางเท้ามีน้อยมาก ทำให้การสัญจรของผู้คนและผู้ใช้ยานพาหนะต่างๆ สัญจรไม่สะดวก จึงต้องเร่งจัดระเบียบ เนื่องจากมีการร้องทุกถึงความเดือดร้อนดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้น
"การประชุมชี้แจงครั้งนี้เป็นรอบสุดท้าย นโยบายต่างๆ ที่ชี้แจงให้ผู้ค้าทราบต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์สุขของทุกฝ่าย ยืนยันว่า การค้ายังมีอยู่เหมือนเดิม"นายวัลลภ กล่าว
พล.ต.ต. วิชัย สังข็ประไพ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ กล่าวว่า จากการประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมา ได้มีการหารือถึงแนวทางการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อย การประชุมรอบนี้ต้องการชี้แจงให้ผู้ค้าเข้าใจในแนวทางปฏิบัติ คือ
1.การจัดสรรพื้นที่จะยึดตามบัญชีรายชื่อของผู้ค้าที่ได้จดทะเบียนไว้กับสำนักงานเขตป้องปราบศัตรูพ่าย โดยผู้ที่ไม่อยู่ในบัญชีจะมีการจับฉลาก เพื่อจัดสรรพื้นที่ให้ นอกจากนั้นเวลากลางวันจะให้ขายเฉพาะทางเท้าฝั่งริมครองเท่านั้น ซึ่งทางเท้าฝั่งริมถนนประชาชนจะต้องใช้สัญจรได้โดยสะดวก สำหรับเวลากลางคืนสามารถค้าขายบนทางเท้า 2 ฝั่งเช่นเดิม ถ้าหากพื้นที่มีไม่พอ อาจต้องสลับวันกันขาย ซึ่งต้องหารือในรายละเอียดกันต่อไป
2.กำหนดเวลาในการขายชัดเจน ช่วงกลางวัน เวลา 9.00 น.- 15.00 น. และช่วงกลางคืน เวลา 23.00 น.-05.00 น. นอกเหนือเวลาดังกล่าวจะต้องไม่มีการค้าขายบนทางเท้า โดยผู้ค้าจะต้องเลือกค้าขายในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถค้าขายได้ทั้ง 2 ช่วงเวลา เพื่อแบ่งปันพื้นที่ให้กับผู้ค้ารายอื่นๆ ที่ยังไม่มีที่ขายชัดเจน
3.คืนพื้นที่ทางจราจร เนื่องจากปัจจุบันทางเดินรถเหลือเพียง 1 ช่องทาง จาก 5 ช่องทาง ส่งผลให้การจราจรติดขัดหรือไม่สามารถสัญจรได้ จึงห้ามมีการค้าขายบนถนนเด็ดขาด ซึ่ง กทม.จะจัดสรรพื้นที่ใหม่ให้โดยการจับฉลาก ทั้งนี้การปรับปรุงถนนบริเวณดังกล่าวจะแล้วเสร็จในวันศุกร์ สอดรับกับมาตรการต่างๆ ที่อธิบายข้างต้น คาดจะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมในเดือน ก.ค.นี้
นอกจากนั้นกำหนดให้ผู้ค้า 1 ราย สามารถขึ้นทะเบียนค้าขายใน "จุดผ่อนปรน" ได้เพียง 1 จุด ส่วนผู้ค้าที่เคยขึ้นทะเบียนไว้หลายจุด แล้วปล่อยให้ผู้อื่นเช่าต่อ จะต้องขึ้นทะเบียนใหม่ให้เหลือ 1 จุดเท่านั้น ทั้งนี้อาจมีการประกาศยกเลิกจุดผ่อนปรนในบางจุด ซึ่งไม่สามารถเรียกร้องกรรมสิทธิ์ได้ เนื่องจากตามกฎหมายไม่สามรถถือครองกรรมสิทธิ์ในการค้าขายบนทางเท้าได้อยู่แล้ว
พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. กล่าวว่า แนวทางในการแก้ปัญหา กรณีผู้ค้าหาบเร่-แผงลอย โบ๊เบ๊-มหานาค ที่สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน คือ 1.) ต้องเหลือช่องทางเดินให้กับประชาชนที่สัญจรไปมาไม่ถึง 1 เมตร 2.) ไม่มีการวางแผงบนทางข้าม ที่เป็นทางม้าลาย อาจกำหนดระยะห่างจากทางม้าลาย 3.) ไม่ตั้งแผงรอบตู้สาธารณะ 4.) ห้ามนำรถเข็น กล่อง วางบนทางเท้าหรือหลังแผง 5.)ห้ามวางแผงบริเวณป้าย ศาลา ศาลรถโดยสารสาธารณะ ห่างอย่างน้อย 10 เมตร 6.) เก็บอุปกรณ์/แผงทันทีหลังเวลาผ่อนปรน
"การแก้ปัญหาดังกล่าว เน้นพ่อค้า-แม่ค้าได้ประโยชน์ ขณะที่ผู้ใช้ทางเท้า ผู้ใช้ถนนต้องประโยชน์เช่นกัน กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างได้ การจัดระเบียบดังกล่าวสืบเนื่องจาก กทม. ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการจัดระเบียบพื้นที่การค้าหาบเร่-แผงลอย ทั่วกรุงเทพ ซึ่งบริเวณโบ๊เบ๊เป็น 1 ใน 8 พื้นที่เร่งด่วน ที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย ซึ่งไม่ได้จัดระเบียบเฉพาะผู้ค้า แต่ได้กระชับเจ้าหน้าที่ด้วย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนรับผิดชอบกับการจราจรโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอีก"พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าว
นางสดศรี สมพันธ์ ประธานสหกรณ์โบ๊เบ๊ เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการจัดระเบียบ โดยเฉพาะการจดทะเบียนกับเขตป้องปราบศัตรูพ่ายให้ถูกต้อง เพราะที่ผ่านมาผู้ที่จดทะเบียนแล้ว แต่กลับให้ผู้อื่นมาค้าแทน ส่งผลให้ชื่อที่จดทะเบียนไม่ตรงกับผู้ค้าที่แท้จริง ส่วนปัญหาที่กังวลที่สุด ณ เวลานี้ เกรงว่าพื้นที่จะไม่เพียงพอกับผู้ค้า โดยเฉพาะช่วงเวลากลางวันที่จะอนุญาตให้ขายฝั่งริมคลองเท่านั้น ซึ่งเคยเสนอให้ขยายพื้นที่ฝั่งริมคลองจากเดิมไปถึงแยกกษัตริย์ศึก น่าจะรองรับผู้ค้าในช่วงกลางวันราว 300 รายได้ แต่ปัจจุบันหากกำหนดให้กลางวัน ขายได้เฉพาะทางเท้าฝั่งริมครองโดยไม่ขยายพื้นที่ อาจรองรับได้เพียง 200 รายเท่านั้น
"มีความกังวลมาก เมื่อเขามาจัดระเบียบก็อยากให้ทำให้ถูกต้อง รายชื่อเดิมที่จดทะเบียนกับเขตมี 977 ราย กลางคืน 669 ราย กลางวัน 308 ราย ตั้งแต่ปี 48 บางทีพ่อแม่ตาย ก็ให้ลูกมาขายแทน ชื่อในทะเบียนเลยไม่ตรงกับชื่อผู้ขายก็จะดี" นางสดศรีกล่าว
ต่อประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่า ไม่จัดการผู้ค้าหาบเร่-แผงลอยที่เข้าร่วมสหกรณ์และเพิ่มจำนวนผู้ค้า ในขณะที่มีพื้นที่ไม่เพียงพอต่อการจัดการอยู่แล้ว นางสดศรีกล่าวเสริมว่า ผู้ที่รับเข้าร่วมสหกรณ์ แท้จริงไม่ใช่ผู้ค้ารายใหม่อย่างที่ถูกกล่าวหา แต่เป็นผู้ค้ารายเดิมที่ค้าขายในโบ๊เบ๊มานาน แต่ไม่ได้จดทะเบียนกับเขตในปี 48 จึงขอเข้าร่วมสหกรณ์เพื่อสร้างหลักประกันให้กับตนเอง ทั้งนี้ได้หารือในประเด็นนี้กับทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง จนมีความเข้าใจดีแล้ว ไม่น่าจะนำมาเป็นข้อกล่าวหาต่อสาธารณชนในที่ประชุม







