
คสช.ดึงแนวร่วมสยบต้านปฏิรูป
เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นตามลำดับสำหรับการตั้ง “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (สนช.) และ “สภาปฏิรูปการเมือง”
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นตามลำดับสำหรับการตั้ง “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (สนช.) และ “สภาปฏิรูปการเมือง” หลังจากเริ่มปรากฏเค้าโครงของโครงสร้างสภาทั้งสองที่มีความชัดเจนมากขึ้น โดย คสช.เตรียมใช้อำนาจแต่งตั้ง สนช.จำนวน 200 คน และจะกำหนดกติกาเพื่อดำเนินการสรรหาบุคคลจำนวน 250 คน ในการมาทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปการเมือง
สำหรับสภาปฏิรูปการเมืองนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้า คสช. ถือว่าได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้จากการแสดงท่าทีผ่านรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อวันที่21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ระบุว่าได้มีการพูดคุยกับพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ระดับหัวหน้าและผู้นำรวมไปถึงภาควิชาการ เพื่อกำหนดประเด็นการปฏิรูปก่อนจะดำเนินการจัดตั้งสภาปฏิรูปการเมือง
“จะมีการจัดตั้งสภาปฏิรูป จะมีการคัดสรรมา ไม่ใช่ คสช.ที่เป็นผู้คัดสรร ซึ่งเป็นตัวแทนแต่ละพวกแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้รับการคัดสรรมาเป็นจำนวนที่ได้เตรียมการไว้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ นอกจากนั้นได้มีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ผู้แทนพรรค และกลุ่มการเมืองต่างๆ ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากทุกฝ่าย
โดยมีระดับหัวหน้าพรรคและผู้นำกลุ่มต่างๆ ได้เดินทางมาให้สัมภาษณ์และเสนอข้อคิดเห็นด้วยตนเอง ขณะนี้ได้ดำเนินการสัมภาษณ์ไปแล้ว 25 ท่าน และจะสัมภาษณ์ต่อไปอีก รวมทั้งสิ้นมากกว่า 50 ท่าน และจะจัดประชุมกลุ่มย่อย หรือ Focus Group หลังจากได้นำข้อมูลหลัก 11 ประเด็น ผนวกเข้ากับข้อมูลผู้เชี่ยวชาญและจัดประชุมกลุ่มย่อยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอีก 12 ครั้ง เพื่อถกแถลงและสร้างกรอบความเห็นร่วม เพื่อยืนยันประเด็นและสาระสำคัญที่ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายมีความต้องการที่จะปฏิรูปอย่างยั่งยืน” ส่วนหนึ่งจากคำแถลงของหัวหน้า คสช.
การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ นำเอาความผิดพลาดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) มาเป็นบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2549 คมช.ลงมือปฏิรูปการเมืองด้วยการกำหนดให้มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” (ส.ส.ร.) เพื่อทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กระบวนการได้มาซึ่ง ส.ส.ร.ในครั้งนั้น คมช.กำหนดให้มีการตั้งสมัชชาแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่คัดสรร ส.ส.ร.ให้ได้ 200 คน ก่อนส่งกลับมาให้ คมช.เลือกให้เหลือ 100 คน
ทว่า ปัญหาในเวลานั้นไม่ได้อยู่ตรงอำนาจของ คมช.ที่สามารถเลือกใครก็ได้ใน 200 คน ให้มาเป็น ส.ส.ร. หรือการส่งคนเข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 10 คน จากทั้งหมด 35 คน ตรงกันข้าม คมช.กลับได้รับเสียงสนับสนุนด้วยซ้ำที่ไม่ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์แต่งตั้ง ส.ส.ร.ด้วยตัวเอง แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ คมช.ไม่ได้มีการสร้างกระบวนการเพื่อเปิดให้กลุ่มการเมือง พรรคการเมือง ภาควิชาการ ภาคประชาชน เข้ามาเสนอความคิดเห็นว่าหากจะปฏิรูปการเมืองควรจะทำเรื่องอะไรบ้าง
เมื่อ คมช.ไม่ได้จัดทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรมก่อนในแบบที่ คสช.กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันส่งผลให้ทุกอย่างเข้าไปสุมกันอยู่ในห้องประชุม ส.ส.ร.
ส.ส.ร.และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องหมดเวลาไปพอสมควรกับการกำหนดประเด็นการปฏิรูปการเมืองว่าจะเอาอะไรบ้างก่อนจะนำไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ ประกอบกับ ต่างฝ่ายต่างต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะออกมาเป็นไปตามความต้องการของตัวเองอีกด้วย
ที่สุดแล้วจึงเป็นช่องให้ฝ่ายการเมืองนำมาโจมตีระหว่างการรณรงค์ เพื่อทำประชามติว่าการร่างรัฐธรรมนูญไม่มีความเป็นประชาธิปไตย โดยอ้างว่าคณะผู้จัดทำรัฐธรรมนูญตั้งอยู่บนพื้นฐานของการชิงชังระบบพรรคการเมือง ทำให้ประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เพียง 57.81% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นตัวเลขต่ำกว่าเป้าที่ คมช.วางเอาไว้
ก้าวที่พลาดของ คมช.ในอดีต จึงกลายเป็นเครื่องเตือนใจ คสช.ในปัจจุบันที่จะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้กระบวนการปฏิรูปการเมืองสำเร็จให้ได้
ตรงนี้เองที่เป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไม คสช.ถึงไม่เร่งรีบในการตั้งสภาปฏิรูปการเมืองและ สนช. เพื่อแลกกับการเสริมภาพลักษณ์ความเป็นประชาธิปไตยแบบที่ คมช.เคยทำ แต่เลือกที่จะใช้เวลากับการคุยกับหลายฝ่ายให้มากและนานที่สุดก่อนจะดึงตัวแทนของแต่ละฝ่ายเข้ามาอยู่ในสภาปฏิรูปการเมือง
อีกด้านหนึ่ง คสช.ได้ประเมินแล้วว่า หากคุยกับฝ่ายการเมืองและภาคส่วนอื่นๆจนสามารถตกผลึกเรื่องการปฏิรูปการเมืองร่วมกันได้ จะช่วยให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับการยอมรับ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปทำประชามติ อันอาจเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เหมือนกับเมื่อปี 2550 อีก
ไม่เพียงเท่านี้ การทำให้พิมพ์เขียวปฏิรูปการเมืองตกผลึกได้ก่อนนั้นยังจะมีส่วนช่วยให้การตราพระราชบัญญัติ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการปฏิรูปการเมืองที่ต้องดำเนินการในชั้น สนช.สามารถจัดลำดับความสำคัญ เพื่อให้การตรากฎหมายทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วอีกทางหนึ่งด้วย โดยไม่เกิดสภาพของการมีกฎหมายเข้าไปดองไว้ที่สนช.มากเกินไป จน สนช.ต้องมาเร่งพิจารณาในช่วงท้ายของการดำรงตำแหน่งเหมือนกับ สนช. เมื่อปี 2549 ที่มีกฎหมายหลายฉบับไม่ผ่านการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความปรารถนาดีของ คสช.ที่ต้องการให้การปฏิรูปการเมืองได้รับการยอมรับ แต่อีกด้านหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หาก คสช.รอมชอมให้กับฝ่ายการเมืองมากเกินไปเพียงเพื่อไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง จนส่งผลให้กระบวนการปฏิรูปการเมืองไม่สามารถสร้างกลไกใหม่ เพื่อตรวจสอบและควบคุมนักการเมืองได้ แน่นอนว่า คสช.ก็ไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบได้เช่นกัน
ทั้งหมดนี้ คือ โจทย์ยากของ คสช.ที่จะทำอย่างไร เพื่อให้การปฏิรูปการเมืองเกิดผลสัมฤทธิ์และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายเพื่อไม่ให้วังวนความขัดแย้งกลับมาอีก







