
เศรษฐกิจไทยปี 2557 และ 2558
ตั้งแต่ปลายปี 2556 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบทางการเมือง โดยทั้งการชุมนุมประท้วงและไม่สามารถจัดเลือกตั้งหรือตั้งรัฐบาลถาวรได้ ส่งผลไม่เฉพาะต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการวางแผนการลงทุนภาคเอกชนอีกด้วย โดยตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2557 ที่ผ่านมา การบริโภคและการลงทุนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐบาลล้วนแต่ชะลอตัวลงจากปี 2556 ทั้งหมด และถึงแม้ว่าในปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ปัญหาการเมืองไทยจะสงบลงภายหลังการควบคุมของ คสช. แต่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ก็ยังได้รับผลกระทบจากการชุมนุมอยู่ต่อเนื่องจากไตรมาส 1 โดยวันนี้ผมจะประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2557 ต่อเนื่องไปยังปี 2558 โดยใช้แบบจำลองเศรษฐมิติมหภาคของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Macro Model) ในการวิเคราะห์ครับ
ตั้งแต่ปลายปี 2556 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบทางการเมือง โดยทั้งการชุมนุมประท้วงและไม่สามารถจัดเลือกตั้งหรือตั้งรัฐบาลถาวรได้ ส่งผลไม่เฉพาะต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการวางแผนการลงทุนภาคเอกชนอีกด้วย โดยตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2557 ที่ผ่านมา การบริโภคและการลงทุนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐบาลล้วนแต่ชะลอตัวลงจากปี 2556 ทั้งหมด และถึงแม้ว่าในปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ปัญหาการเมืองไทยจะสงบลงภายหลังการควบคุมของ คสช. แต่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ก็ยังได้รับผลกระทบจากการชุมนุมอยู่ต่อเนื่องจากไตรมาส 1 โดยวันนี้ผมจะประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2557 ต่อเนื่องไปยังปี 2558 โดยใช้แบบจำลองเศรษฐมิติมหภาคของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Macro Model) ในการวิเคราะห์ครับ
ในไตรมาส 1/2557 เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงแรงกว่าที่คาดการณ์ โดยมีการขยายตัวติดลบทั้งที่คิดจากเทียบกับไตรมาสที่แล้ว (QoQ 2.2%) และเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY 0.6%) โดยการชะลอตัวที่แรงนี้ไม่เพียงแต่อุปสงค์ภายในประเทศที่หดตัว มูลค่าการส่งออกสินค้าก็หดตัวลงร้อยละ 0.8 เช่นเดียวกัน แต่ในไตรมาส 2 คาดการณ์ว่าการส่งออกจะเริ่มฟื้นตัวมาขยายตัว เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจะกระตุ้นให้เกิดความต้องการสินค้าในตลาดโลกสูงขึ้นส่งผลดีต่อการส่งออก ส่วนการบริโภคและการลงทุนในประเทศยังคงชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 1 แต่คาดการณ์ว่าการบริโภคภาคเอกชนจะเริ่มอยู่ในระดับทรงตัว คือลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 0.3 เทียบกับในไตรมาส 1 ที่การบริโภคชะลอตัวร้อยละ 3.0 แต่การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 คาดว่าจะชะลอตัวร้อยละ 6.1 ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ที่หดตัวร้อยละ 7.3 ซึ่งรูปแบบการปรับตัวของเศรษฐกิจมหภาคไทยในช่วงนี้ มีลักษณะคล้ายกับการตอบสนองต่อ Shock จากปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น Global Financial Crisis ที่ผ่านมา
ดังนั้น ในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 ผลการพยากรณ์จากแบบจำลอง NIDA Macro Model คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 3 (คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.7) และจะมีการขยายตัวในอัตราที่สูงชดเชยกับที่ชะลอตัวไปในปีก่อนในช่วงไตรมาส 4/2557 ถึงไตรมาส 2/2558 (คาดการณ์อัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 5.3–7.6 ในช่วงดังกล่าว) ส่วนการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 3 คาดว่าจะยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ กล่าวคือ คาดว่าจะขยายตัวเพียงร้อยละ 2.7 แต่จะมีอัตราการขยายตัวที่สูงตั้งแต่ไตรมาส 4/2557 ถึงไตรมาส 3/2558 ส่วนการส่งออกคาดว่าในครึ่งหลังของปี 2557 และในปี 2558 จะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว
ดังนั้น โดยรวม NIDA Macro Forecast คาดว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2557 จะขยายตัวร้อยละ 2.3 โดยการขยายตัวในปี 2557 ที่พยากรณ์นี้ต่ำกว่าที่ประเมินในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งช่วงนั้นผมคาดว่าเศรษฐกิจในปี 2557 จะขยายตัวร้อยละ 2.6 ซึ่งใกล้เคียงกับการพยากรณ์ของหน่วยงานอื่นๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย การปรับลดประมาณการสะท้อนปัญหาการเมืองที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ในไตรมาส 1 และการส่งออกที่ฟื้นตัวช้าตามที่กล่าวถึงข้างต้น ถึงแม้ว่าในปัจจุบันสถานการณ์การเมืองจะสงบลง แต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องใช้เวลา ดังนั้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจึงจะเริ่มเห็นในช่วงครึ่งหลังของปี เริ่มจากการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออก ต่อด้วยการลงทุนภาคเอกชน โดยการฟื้นตัวอย่างชัดเจนจะเห็นในช่วงปี 2558 ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตราที่สูงร้อยละ 4.9 ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.7 การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 14.3 และปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.9 แต่การนำเข้าก็ขยายตัวในอัตราที่สูงเช่นกัน คือ ปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 10.1 ซึ่งการขยายของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในปี 2558 นี้ นอกจากจะมาจากฐานที่ต่ำในปี 2557 โดยเฉพาะในไตรมาส 12 แล้ว ยังเกิดจากกระบวนการปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพ (Equilibrium Correction Process) เนื่องจากช่วงก่อนหน้ามีการขยายตัวต่ำกว่าปกติ เนื่องจากผลกระทบของ Shock ในลักษณะที่คล้ายกับการปรับตัวของเศรษฐกิจในปี 2009 ที่ขยายตัวร้อยละ 7.8 จากที่หดตัวในปี 2008 ร้อยละ 2.3 เนื่องจากผลกระทบจาก Shock ของ Global Financial Crisis
ในด้านเสถียรภาพเงินเฟ้อ เนื่องจากในปี 2556 ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำ คือ เฉลี่ยร้อยละ 2.4 ถึงแม้ว่าในปี 2557 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ที่ร้อยละ 2.5 แต่ในไตรมาส 3 และ 4 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 3.0 และร้อยละ 3.5 ซึ่งจากแรงกดดันเงินเฟ้อนี้ คาดว่าในช่วงปลายปี 2557 ถึงปี 2558 น่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินเป็นร้อยละ 2.25 และ 2.75 ในปลายปี 2557 และ 2558 ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ผลการพยากรณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2557–2558 ข้างต้น ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าปัจจัยภายในประเทศมีความสงบเรียบร้อย ไม่มี Shock เข้ามาทำให้เกิดผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนอีก ทำให้เศรษฐกิจสามารถปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพตามที่กล่าวถึงข้างต้น และเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวต่อเนื่องไม่สะดุดลงเนื่องจากปัญหาในภูมิภาคต่างๆ ดังนั้นผมจึงหวังว่าปัญหาวิกฤตการเมืองครั้งนี้จะสามารถยุติลงได้ และผลกระทบจากวิกฤตการเมืองที่ผ่านมาจะเป็นบทเรียนให้กับการแก้ไขปัญหาการเมืองในอนาคต นอกจากการขยายตัวในปี 2558 ที่คาดว่าจะเริ่มกลับมาอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 4.9 ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยของกระบวนการปรับตัวสู่ดุลยภาพ ซึ่งในระยะยาวการเร่งพัฒนาประสิทธิภาพของเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหานี้เป็นโจทย์สำคัญที่รอรัฐบาลใหม่ที่หวังว่าจะจัดตั้งได้ในเร็ววันนี้ครับ







