
มองความขัดแย้งแค่เห็นต่างแต่ไม่ฆ่ากัน
“บิ๊กอ๊อด” หรือ พล.ต.อ.สมยศ ซึ่งถูกมอบหมายรับหน้าเสื่อดูงานความมั่นคงในช่วงยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบคุมอำนาจ ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีแรงกระเพื่อมจากกลุ่มคนเห็นต่างคัดค้านกับมาตรการทางทหาร บางส่วนต่างเลือกแสดงพลังต้านทหารตามท้องถนน แต่ก็โรยราไปตามมาตรการเข้มข้นของตำรวจ
“บิ๊กอ๊อด” หรือ พล.ต.อ.สมยศ ซึ่งถูกมอบหมายรับหน้าเสื่อดูงานความมั่นคงในช่วงยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบคุมอำนาจ ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีแรงกระเพื่อมจากกลุ่มคนเห็นต่างคัดค้านกับมาตรการทางทหาร บางส่วนต่างเลือกแสดงพลังต้านทหารตามท้องถนน แต่ก็โรยราไปตามมาตรการเข้มข้นของตำรวจ
พล.ต.อ.สมยศ มองการชุมนุมช่วงแรกที่มีม็อบออกมาประท้วงหลายกลุ่มว่า ต้องเคารพในสิทธิของผู้ชุมนุมที่ออกมาแสดงหรือมาทำกิจกรรมใดๆ บางครั้งในเบื้องต้นอาจยังไม่ทราบข้อกฎหมาย บวกกับทราบข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนอาจผิดเพี้ยนไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว ตอนเริ่มต้นจะมีผู้ชุมนุมออกมาต้านจำนวนมากเป็นหลักพันคน ก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ กลายเป็นหลักร้อย หลักสิบ จนทุกวันนี้ไม่มีผู้ชุมนุมออกมาตามถนนเหมือนเคย
พล.ต.อ.สมยศ เล่าอีกว่า ได้สอบถามพูดคุยกับผู้ต่อต้านหลังเชิญมาพบเกือบทุกคน กลุ่มคนเหล่านั้นบอกว่าที่มาชุมนุมต่อต้านเพราะอัดอั้นตันใจ เพราะฝ่ายที่เขาชอบถูกเรียกมารายงานตัวอยู่ฝ่ายเดียว ฝ่ายตรงข้ามไม่เห็นเรียก ผมก็บอกไปว่าไม่ใช่ เพียงแต่ว่าฝ่ายที่คุณสนับสนุนถูกเรียกเพราะคุณเห็นข่าวจากสื่อ ด้วยว่าคนที่คุณชอบหรือสนับสนุนเขาเป็นคนดังมากกว่าฝ่ายตรงข้าม แน่นอนว่าสื่อก็ต้องเล่นข่าวคนที่ดังอยู่แล้ว
“ผมจำได้มีป้าคนหนึ่งที่ต่อต้าน คสช. อายุประมาณ 70 ปี ก็เชิญมานั่งคุยกัน พอได้พูดคุยกับทหารและตำรวจแกก็ไม่อยากกลับ ขออยู่ต่ออีก 2 วัน เพราะทหารดูแลดี อยากได้อะไรทหารก็วิ่งไปหามาให้ แกก็แก่แล้ว ทหารก็พาไปหาหมอ นี่คือสิ่งที่ทหารทำ เรียกไปคุยและปรับทัศนคติเท่านั้น”
บิ๊กอ๊อด ปรารภต่อไปว่า การทำงานในช่วงแรกๆ ทางทหารใช้วิธีในลักษณะว่าเรียกกำลังทหารออกมาควบคุมพื้นที่มากกว่ามวลชนที่ออกมาต้าน โดยคิดว่าสามารถคุมสถานการณ์ได้ นั่นจึงเป็นการนำสู่จุดเริ่มต้นความรุนแรงบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทำให้ต้องทบทวนการทำงานขึ้นมาใหม่ โดยเรียกประชุมด่วนกับเจ้าหน้าที่ทหารและฝ่ายเกี่ยวข้องทั้งหมด สุดท้ายได้ข้อสรุปว่าหากใช้วิธีการนำกำลังออกมาแบบนี้สุ่มเสี่ยงอันตราย เกิดความรุนแรงแน่นอน เจ้าหน้าที่ทหารต้องตกเป็นรอง จึงเปลี่ยนเป็นการใช้กำลังตำรวจควบคุมฝูงชนออกมาดูแลความเรียบร้อย ต้องใช้กำลังตำรวจออกเป็นทัพหน้า แล้วให้ถ่ายภาพเก็บไว้ อย่าไปทำอะไรพวกเขา
“แต่ก็มีกลุ่มที่เคลื่อนไหวเล็กน้อยทางโซเชียลมีเดีย จะนัดแนะชุมนุมกันตามหน้าร้านสะดวกซื้อ ซึ่งการทำแบบนี้เหมือนใช้จิตวิทยาการชุมนุม แน่นอนว่าร้านมีมากกว่า 4,000 สาขา จะใช้กำลังตำรวจไปเฝ้าตามหน้าร้านก็แปลกอยู่ ผมคิดย้อนวิธีกลับไป จึงเรียกประชุมตำรวจแล้วบอกว่าจะส่งกำลังตำรวจจำนวนมากออกไปประจำตามหน้าร้านสะดวกซื้อเหล่านั้นทุกแห่ง แต่จริงๆ แล้วผมไม่ได้ส่งไปหรอก (หัวเราะ) เพราะจะเอากำลังตำรวจที่ไหนไปยืนเฝ้าหน้าทางเข้า” พล.ต.อ.สมยศ ระบุ
บิ๊กตำรวจท่านนี้ขยายความอีกว่า อย่างกลุ่มนักศึกษาที่ไปกินแซนด์วิชตามที่ต่างๆ เราก็ปฏิบัติตามนโยบายของ คสช. ไม่ใช้ความรุนแรง แต่ใช้วิธีถ่ายรูปเอาไว้ เอาไปตรวจสอบว่าชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ก็ส่งต่อให้ทหารไป โดยเป็นการเข้าไปพบนักศึกษาเหล่านั้นเพื่อปรับทัศนคติ ขณะเดียวกันก็ไปพบผู้ปกครองเพื่อทำความเข้าใจว่าสิ่งที่ทำมันผิดกฎหมาย ไม่ถูกต้อง เกรงว่าจะมีความผิดติดตัว ไม่มีการใช้ความรุนแรง และไม่มีการใช้กฎหมายสำคัญๆ นี่คือเหตุผลที่ทำให้คนต้านลดลง
“อีกเหตุผลที่ทำให้แรงต้านลดลง เพราะทหารและตำรวจไม่ใช้ความรุนแรง หลีกเลี่ยงการปะทะ ใช้กำลังนอกเครื่องแบบเป็นหลัก ถ่ายรูป หรือกล้องวงจรปิดร้านต่างๆ เพื่อขอภาพข้อมูล ใครทำอะไรไม่จะถูกบันทึกไว้ แต่ขอเตือนว่าคุณทำอะไรผิด ตำรวจมีภาพที่จะเอาผิดแน่นอน เพราะกฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย”
“บิ๊กอ๊อด” แสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า “ม็อบแสดงสัญลักษณ์เขาก็ต้องการสื่อมวลชน อีกมุมสื่อมวลชนก็ต้องการเขา เพราะจะได้มีข่าว พวกนี้พอมีคนชูนิ้ว สื่อต่างชาติจะไป หรือแม้แต่ผู้ชุมนุมที่เป็นผู้หญิง หากเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ เขาจะตะโกนเป็นภาษาอังกฤษเลยนะ ไม่เคยเห็นเขาร้องว่าช่วยด้วยๆ เลย แสดงว่าเขาก็ไม่ต้องการภาพให้สื่อไทยเผยแพร่ แต่ต้องการให้สื่อต่างชาติเอาไปขยายความต่อ แต่ผมไม่ได้ว่าวิชาชีพสื่อ แต่ให้มองอีกมุมว่าสื่อต่างชาติเขารักประเทศไทยมั้ยล่ะ เขาไม่สนว่าประเทศไทยจะเละเทะแค่ไหน เขาได้ภาพไปก็พอใจ แต่เขาไม่ได้มาสนประเทศ ผมไม่ได้เปิดประเด็นความขัดแย้งกับสื่อต่างประเทศ แต่นี่มันคือเรื่องจริง”
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าได้มอบให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติกับกลุ่มคนที่เห็นต่างอย่างดีที่สุดและหลีกเลี่ยงการปะทะ เพราะหากเกิดมาเผชิญหน้ากันจะสุ่มเสี่ยงต่อการเสียหายที่จะเกิดขึ้นทั้งชีวิตและทรัพย์สิน อย่างคนอียิปต์มีความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ศาสนา และมีความขัดแย้งมายาวนานนับพันปี มีการล้างเผ่าพันธุ์ ถูกฝังอยู่ในใจของคนที่ต่างศาสนา แต่คนไทยมันไม่ถึงขนาดนั้น แค่ว่าฝั่งนี้ชอบนักการเมืองคนนั้น ฝั่งนั้นชอบนักการเมืองคนนี้ ผมเชื่อว่าคนไทยไม่อยากเห็นประเทศไทยเป็นแบบเหมือนประเทศอียิปต์เข่นฆ่ากันเอง ดังนั้นทหารจำเป็นต้องออกมายึดอำนาจเพื่อสร้างกติกาของสังคมใหม่อย่างเป็นรูปธรรม
“ยกตัวอย่างเหมือนฟุตบอล สองทีมก็มีผู้เล่นฝั่งละ 11 คน ลงสนาม มีกรรมการ 1 คน ไลน์แมน 2 คน ตัดสินแข่งขันกันภายใน 90 นาที เปลี่ยนตัวสำรองได้ฝั่งละ 3 คน เสมอกันต้องเตะลูกโทษ นี่คือกติกา เมื่อเป็นกติกาที่ทุกคนยอมรับ จากเมื่อก่อนกติกาฟุตบอลก็มีการปรับเปลี่ยนมาเรื่อยๆ เช่นกันกว่าจะสมบูรณ์ เช่น กฎโกลเด้นโกล ต่อมามีซิลเวอร์โกล กระทั่งยกเลิกทั้งหมดเพื่อให้เล่นครบเวลา นั่นแหละคือสิ่งที่ทหารเข้ามา”
รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังอธิบายถึงการรับผิดชอบดูแลงานความมั่นคงว่า ภารกิจด้านความมั่นคงถือว่าเป็นไปตามคำสั่งตามปกติ เราต้องทำงานร่วมกับทหาร เพราะในขณะนี้อยู่ในภาวะตามกฎหมายอัยการศึก ทหารเป็นหน่วยหลักที่ปฏิบัติตามกฎหมายพิเศษนี้ ส่วนตำรวจจะลดบทบาทลงมาเป็นผู้ให้การสนับสนุนและปฏิบัติตามคำสั่งหรือนโยบายทางทหาร ดังนั้น คำสั่ง หรือนโยบาย ยุทธวิธี ตำรวจต้องรองรับและฟังทหาร เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย
“ในส่วนที่รับผิดชอบให้ดูแลผู้ชุมนุม หรือผู้ที่คิดต่างกับการทำรัฐประหาร ตำรวจก็ทำงานร่วมกับทหาร และทุกครั้งที่ออกปฏิบัติ ทหารจะเป็น ผบ.เหตุการณ์ เป็นผู้กำหนดวิธีการ หรือการวางกำลัง โดยตำรวจจะให้การสนับสนุนอย่างเดียว แต่ผมมอบนโยบายไปว่าให้ตำรวจทำงานร่วมกับทหารเหมือนเป็นพี่น้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่
นโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช. ก็กำหนดทุกอย่างไว้ชัดเจน โดยระบุว่าการทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ โดยเหตุที่ต้องเผชิญกับกลุ่มผู้ชุมนุมหรือกลุ่มต่อต้านให้ปฏิบัติโดยไม่ให้ใช้ความรุนแรงเด็ดขาด หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าระหว่างทหารและตำรวจ และแนวทางปฏิบัติโดยให้ใช้กฎหมายอาญาก่อน คือจากเบาไปหาหนัก ให้ยึดเอากฎหมายอัยการศึกมาใช้” พล.ต.อ.สมยศ ทิ้งท้าย







