
คสช.บนทางแพร่ง
รัฐประหารเมื่อ 16.30 น. วันพฤหัสบดีที่ 22 พ.ค. 2557 ต้องถือเป็นรัฐประหารที่ “คลาสสิก” มาก เพราะเกิดขึ้นท่ามกลางการเผชิญหน้าของฝ่ายที่มีฐานมวลชนมากมายนับสิบล้าน แต่สามารถทำการสำเร็จโดย “สงบ” สมชื่อคณะ “รักษาความสงบ” แห่งชาติ
รัฐประหารเมื่อ 16.30 น. วันพฤหัสบดีที่ 22 พ.ค. 2557 ต้องถือเป็นรัฐประหารที่ “คลาสสิก” มาก เพราะเกิดขึ้นท่ามกลางการเผชิญหน้าของฝ่ายที่มีฐานมวลชนมากมายนับสิบล้าน แต่สามารถทำการสำเร็จโดย “สงบ” สมชื่อคณะ “รักษาความสงบ” แห่งชาติ
น่าสังเกตว่ารัฐประหารครั้งนี้ไม่มีการส่งรถถังออกมาควบคุมสถานการณ์ให้เป็นภาพ “บาดตา” ของชาวโลกเลย มีเพียงรถฮัมวี่ที่ใช้เป็น “พาหนะ” หลัก
ชัดเจนว่า คสช.มีการวางแผนเตรียมการมาอย่างดี นอกจากการยึดอำนาจอย่างมีขั้นตอนและอย่าง “คลาสสิก” แล้ว ยังยึดกุมแนวทางสันติวิธีไว้อย่างน่าชื่นชม ใช้วิธีการออกคำสั่งให้บุคคลต่างๆ ไปรายงานตัว เจรจา และควบคุมตัวในระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น แม้แกนนำที่มีท่าทีก้าวร้าวรุนแรงอย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ และสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ “แรมโบ้อีสาน” ก็ปล่อยตัวออกไปในเวลาเพียง 57 วันเท่านั้น นอกจากนี้ ยังประกาศให้มีเวทีปรองดองและมี “ปฏิบัติการมวลชน” แบบ “เล่นเป็น” คือการเร่งจ่ายหนี้ให้แก่ชาวนา เร่งกระบวนการงบประมาณให้ทัน 1 ต.ค. 2557 และเพียงวันที่ 8 ของรัฐประหารก็ออกมาประกาศ “โรดแมป” 3 ขั้นตอน โดยคาดว่าน่าจะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้ในเวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง ซึ่งคง “นานไป” สำหรับผู้ที่ต้องการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่ก็คงนานพอเพียงสำหรับฝ่ายที่ต้องการปฏิรูปก่อน ข้อสำคัญประชาชนทั่วไปน่าจะรอได้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับที่ ธานินทร์ กรัยวิเชียร ประกาศคืนประชาธิปไตยในเวลายาวนานถึง 12 ปี
ปัญหาเฉพาะหน้าของ คสช. ในช่วงเวลาดังกล่าวคือจะทำอย่างไรให้การรัฐประหารครั้งนี้ไม่ “เสียของ” เหมือนรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย. 2549
นอกจาก “บทเรียน” จากรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 แล้ว ควรศึกษาจากรัฐประหารทั้งหมดที่ผ่านมา ซึ่งจะพบว่ารัฐประหาร 5 ครั้งแรก (เมื่อ 20 มิ.ย. 76, 8 พ.ย. 90, 6 เม.ย. 91, 29 พ.ย. 94 และ 16 ก.ย. 50) ล้วนเป็นการยึดอำนาจเพื่อรักษาอำนาจเป็นด้านหลัก การยึดอำนาจ 7 ครั้งต่อมา (เมื่อ 20 ต.ค. 01, 17 พ.ย. 14, 14 ต.ค. 16, 6 ต.ค. 19, 20 ต.ค. 20, 23 ก.พ. 34 และ 19 ก.ย. 49) มี 3 ครั้งที่ถือได้ว่า “ไม่เสียของ”
ครั้งแรกคือการยึดอำนาจครั้งที่ 2 ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อ 20 ต.ค. 01 มีการ “แช่แข็ง” ระบบรัฐสภายาวนาน ต่อเนื่องไปจนถึง พ.ศ. 2511 จอมพลสฤษดิ์สามารถ “วางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ” ซึ่งมีผลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และข้อสำคัญคือการฟื้นฟูและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์จนเป็นที่รักใคร่เทิดทูนของประชาชนอย่างสูงมาจนทุกวันนี้
รัฐประหารอีก 3 ครั้งต่อมา โดยเฉพาะเมื่อ 17 พ.ย. 14 และ 6 ต.ค. 19 มิได้สร้างผลงานด้านการพัฒนาเป็นชิ้นเป็นอัน “รัฐประหาร” เมื่อ 14 ต.ค. 16 ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนขั้วอำนาจในกองทัพ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นจากการตื่นตัวของนักศึกษา ประชาชน มิใช่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร
รัฐประหารเมื่อ 20 ต.ค. 20 มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อล้ม “รัฐบาลหอย” แต่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้เริ่ม “ปูพื้น” ให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตย และสร้างความปรองดองโดยการประกาศนิรโทษกรรมนักโทษคดี 6 ตุลา และยอม “ลาออก” เปิดทางให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นปกครองประเทศ สร้างผลงานที่น่าชื่นชมไว้มากมาย แม้จะต้องเผชิญกับการ “ก่อกบฏ” ถึง 2 ครั้ง เมื่อ 1 เม.ย. 24 และ 5 ก.ย. 28 นอกจากสร้างการปรองดองในชาติสำเร็จ ด้วยคำสั่ง 66/2523 แล้ว ยังปูพื้นการพัฒนาเศรษฐกิจจากที่กำลังอ่อนแอจนจีดีพีเติบโตที่ตัวเลขสองหลัก เปลี่ยนอุตสาหกรรมเพื่อลดการนำเข้าเป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก สร้างท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง และทำอภิมหาโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดสำเร็จ ทำให้ “ลูกค้า” ของไทยขยายจากประชากรภายในประเทศหลักสิบล้านเป็นหลักพันล้านทั่วโลก
รัฐประหาร 23 ก.พ. 34 เป็นรัฐประหารที่น่าจะ “หลงยุค” ไม่ควรเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้นำรัฐประหารคนสำคัญ สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ “ถูกคน” คือ อานันท์ ปันยารชุน สามารถใช้เวลาเพียงปีเศษสร้างรากฐานทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเข้มแข็ง ทำหลายๆ สิ่งที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งมักทำไม่ได้ เช่น การจัดการกับโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย เปิดแท็กซี่เสรี ออกกฎหมายบุหรี่ที่ดีเยี่ยมออกมา 2 ฉบับ เริ่มระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ปรับปรุง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม เพิ่มเสาหลักที่ 3 ในประชาคมอาเซียน คือ เสาเศรษฐกิจ ฯลฯ กรณีของ อานันท์ ปันยารชุน คือประวัติศาสตร์ระยะใกล้ที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง
ปัญหาสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ พล.อ.ประยุทธ์ควรนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในช่วงโรดแมประยะที่ 2 หรือไม่ เห็นว่าปัญหาบ้านเมืองยุ่งยากซับซ้อนเกินกว่าที่หัวหน้า คสช.จะมาแบกรับด้วยตนเอง เพราะนอกจากจะต้องแบกรับภาระการแก้ปัญหาที่ทับถมกันมานาน และปัญหาใหม่ที่จะถาโถมเข้ามาแล้ว จะต้องเผชิญกับแรงต่อต้านของผู้สูญเสียอำนาจ บวกกับฝ่ายประชาธิปไตยบริสุทธิ์จำนวนมากที่ปฏิเสธรัฐประหาร การขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอาจกลายเป็น “กับดัก” และทำให้ต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับผู้นำรัฐประหารที่เข้มแข็งและโดดเด่นอย่าง พล.อ.สุจินดา คราประยูร ได้โดยง่าย







