posttoday
จากสองนครา สู่การเมืองลูกผสม

จากสองนครา สู่การเมืองลูกผสม

15 มิถุนายน 2557

เข้าใกล้ 1 เดือนของการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

เข้าใกล้ 1 เดือนของการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำควบคุมอำนาจการปกครอง แน่นอน การรัฐประหารในปี พ.ศ.นี้ ที่ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างสุดขั้ว รวมถึงมีเหตุผลสำคัญในการควบคุมอำนาจเพื่อแก้วิกฤตการเมือง ย่อมมีทั้งเสียงปรบมือและเสียงตำหนิคละเคล้ากันไป นั่นทำให้ เดิมพันในการแก้โจทย์ที่ซับซ้อนขนาดนี้สูงลิบ และทำให้สถานะของผู้นำรัฐประหารไม่อาจนิ่งเฉยเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

“โพสต์ทูเดย์” พูดคุยกับ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ศาสตราจารย์เจ้าของทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” “คนชนบท ตั้งรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล” อันลือลั่น และหนึ่งในนักวิเคราะห์ปรากฏการณ์การเมืองไทยที่เฉียบแหลมมากที่สุดคนหนึ่ง เพื่อวิพากษ์สถานการณ์ในวันที่เผด็จการรัฐสภากำลังง่อนแง่น ภายใต้การเคลื่อนไหวครั้งยิ่งใหญ่ของประชาชน ถูกเปลี่ยนให้เป็น “เผด็จการทหาร” แทนในเวลาชั่วข้ามคืน

“เหตุการณ์ทางการเมืองมันขึ้นอยู่กับกรอบที่เราใช้ในการมอง เมื่อก่อนกรอบของเราคือกรอบที่ว่าด้วยทหารปกครองประเทศ มานานแสนนาน แล้วพลเรือนก็ลุกขึ้นสู้ สู้ได้สำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งในเหตุการณ์ 14 ต.ค. เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 35 เราก็คิดว่ายังไงทหารออกไปมันก็คงเป็นประชาธิปไตย แต่พอปี 2549 เรามีปฏิวัติอีกรอบ ผมก็คิดว่าเป็นระยะเปลี่ยนผ่าน แต่พอ 2557 ยึดอำนาจอีก ผมคิดว่ามันไม่ใช่ระยะเปลี่ยนผ่านแล้ว มันคือลักษณะเฉพาะของการเมืองการปกครองของเรา” เอนก เล่าให้ฟัง

ลักษณะเฉพาะในที่นี้คือลูกผสมระหว่าง “การปกครองแบบรัฏฐาธิปัตย์โดยทหาร” และ “การปกครองแบบประชาธิปไตย” ซึ่งเอนกเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการเมืองแบบ “ทวิลักษณ์” หรือ ลักษณะเฉพาะ 2 แบบ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่ยากนัก

“หมายความว่าถ้าคุณเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย มีฐานมาจากการเลือกตั้ง คุณต้องทำให้ดี มีฐานสนับสนุนให้มาก อย่าไปคิด แต่เพียงว่ามีเสียงข้างมากในรัฐสภา อย่าไปคิดว่ามีเสียงส่วนใหญ่สนับสนุน แล้วคุณจะอยู่ได้ เพราะมันมีโอกาสที่คณะทหารขึ้นมาปกครองแบบรัฏฐาธิปัตย์มันเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก เพราะฉะนั้น คุณอย่าไปตั้งอยู่ในความประมาท ต้องทำความดี เอาชนะใจประชาชน นักวิชาการ ข้าราชการ ทหาร อย่าละเลยคนกลุ่มนี้เป็นอันขาด” เอนกพูดถึงรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นลักษณ์ที่ 1

ส่วนลักษณ์ที่ 2 อย่างการปกครองแบบรัฏฐาธิปัตย์โดยทหารนั้น เอนกบอกว่า กลุ่มนี้ก็ดำรงตนอยู่ยากเช่นเดียวกัน เนื่องจากโอกาสที่จะพลิกกลับไปเป็นแบบประชาธิปไตยนั้นไม่ยาก และประชาชนที่เคยออกมาเชียร์ ถ่ายรูปคู่ หรือให้กำลังใจในช่วงแรก มันก็สามารถออกมาไล่ได้อีกเช่นเดียวกัน ซึ่งในประวัติศาสตร์เองก็มีให้เห็นแล้วหลายครั้ง เพราะฉะนั้นก็ต้องเอาชนะใจประชาชนครั้งใหญ่

“เขาอาจจะบอกว่าทำตามกฎหมายทุกวิถีทาง แต่เมื่อเขายึดอำนาจ ก็แปลว่าเขาทำนอกกฎหมายแล้ว เพราะใช้อำนาจรัฐเข้ามายึดอำนาจเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งการปกครองแบบไทยๆ องค์ประกอบของรัฏฐาธิปัตย์มี 2 อย่าง ก็คือ 1.กระบอกปืน ระเบียบวินัยที่ เคร่งครัด ในกลุ่มคนที่พกปืน และ 2.มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เมื่อนำมารวมกับความคุ้นชินของคนไทยที่อยู่กับระบบ ทวิลักษณ์มานาน พอรัฏฐาธิปัตย์เรียกคนมารายงานตัว ก็ไม่เห็นมีใครกล้าไม่ไปรายงานเลย ปลัดกระทรวงก็ไปกันทุกกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าฯ ทูต แม้แต่คนที่ต่อต้านก็ไปกันหมด” เอนกแสดงความคิดเห็น

เอนก บอกว่า แม้คนส่วนใหญ่จะชอบประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้ง แต่รูปแบบเศรษฐกิจ สังคม การเมืองไทย ก็ยังเอื้อให้เกิดอีกลักษณ์หนึ่งได้ตลอดเวลา ซึ่งไม่ว่าจะเถียงกันว่าเหมาะสมหรือไม่ แต่ต้องยอมรับว่าคนไทยจำนวนมากยอมรับว่าเป็นวิถีที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อไปแล้ว

“เรื่องนี้สำคัญ คนที่ปกครองแบบประชาธิปไตย ต้องเลิกโทษคนอื่นว่าทหารไม่ดี มีอภิชน มีอำมาตย์หนุนหลัง คือมันอาจจะจริงก็ได้ หรือไม่จริงก็ได้ การโทษคนอื่นมันโทษได้ แต่คนที่ทำการใหญ่มันต้องโทษตัวเองให้มากสักหน่อย คนที่ขึ้นมาปกครองหลังมีรัฐธรรมนูญต้องจำใส่ใจเลยว่าทำดีให้มากๆ” เอนก ระบุ

การปกครองแบบ 'ทวิลักษณ์'

เอนกตั้งข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า ลักษณะพิเศษอีกอย่างของระบอบทหารเป็นใหญ่ก็คือ มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ประโยชน์ตามไปด้วย ซึ่งก็คือ “ข้าราชการประจำ” โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูงที่นั่งอยู่ในเก้าอี้ปลัดกระทรวง หรืออธิบดี ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นคนของนักการเมือง แต่ขณะนี้กลายเป็นอีกหนึ่งอำนาจที่ทหารไว้วางใจและเลือกใช้คนเหล่านี้ให้เป็นคนทำงานแทน

เมื่อถามถึงเสียงวิจารณ์ที่ระบุว่า หากการรัฐประหารเป็นวิธีการเข้าสู่อำนาจที่ผิด แล้วสังคมไทยจะได้การปฏิรูปอะไรที่ดีขึ้นจากการรัฐประหาร เอนกตอบว่า ในการปกครองแบบ “ทวิลักษณ์” คนไทยจำนวนมากไม่ได้ยึดประชาธิปไตยเป็นสรณะเพียงอย่างเดียว และเหตุการณ์ความวุ่นวายตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ก็ทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งเห็นแล้วว่าประชาธิปไตยไม่สามารถหาทางออกได้ เช่นเดียวกัน แม้แต่ตัวเขาเองในฐานะนักรัฐศาสตร์ก็ไม่เห็นว่าจะมีทางออกอย่างไร เพราะทุกอย่างถึงทางตันไปเกือบทั้งหมด

“มันไม่ใช่เรื่องคุณทักษิณอย่างเดียว แต่ปัญหาอื่นๆ มันยุ่ง ไปหมด กฎหมายมาตรานู่นนี่ แม้กระทั่งการเอาเงินออกมาช่วยชาวนาก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น ในวิธีคิดแบบไทยๆ รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อะไรที่ศักดิ์สิทธิ์มากนัก ฉีกมันทิ้งก็ได้ เดี๋ยวร่างใหม่ เราไม่เห็นรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่โตที่จะฉีกทิ้งไม่ได้ ถ้ามันยุ่งมากก็ฉีกทิ้ง เราอาจไม่ได้เป็นคนฉีกเอง แต่ถ้ามีคนฉีกก็บอกว่า เอ้า! ไม่คิดถึงเรื่องข้างหลัง มาเริ่มกันใหม่ แล้วก็จะคิดกันว่า เวลาที่ทหาร ยึดอำนาจแล้ว อย่าให้เสียของ เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง” เอนก เล่าให้ฟัง

ถามว่าการรัฐประหารทำให้ประเทศถอยหลังหรือไม่ เอนก ตอบทันทีว่า หากมองการเมืองไทยเป็นเรื่องการเปลี่ยนผ่าน แน่นอนการยึดอำนาจก็คือการถอยหลัง แต่หากมองว่าเป็น สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับสภาพการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือมองเป็นทวิลักษณ์ วันนี้ก็ถึงฤดูของรัฏฐาธิปัตย์แบบทหารแล้ว

“ผมคิดว่าการเมืองมันก้าวหน้าขึ้น แต่ที่มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เพราะยังหารูปแบบ หรือลักษณ์ที่เหมาะสมได้ไม่ลงรอย ถามว่ามันควรจะเป็นลักษณ์เดียวไหม ผมก็ตอบว่าไม่จำเป็น เพราะแต่ละที่มันไม่เหมือนกัน แต่มันขึ้นกับฝีมือ หลักเหตุผลที่เอาไปใช้ ในอนาคต ถ้าการปกครองแบบตะวันตกมันเสื่อมลงไป บางทีคนอาจถามหารัฏฐาธิปัตย์มากกว่า แต่หลักใหญ่จะต้องไม่เปลี่ยน โดยเฉพาะหลักที่รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนส่วนมากได้ประโยชน์” เอนก วิเคราะห์

ถามถึงทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” อันลือลั่น ซึ่งเอนกเคยตั้งข้อสังเกตไว้เมื่อ 20 ปีก่อน ยังใช้ได้หรือไม่ในทุกวันนี้ เอนกยิ้มชอบใจ ก่อนจะตอบว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“มีคนมาบอกผมว่า โอ้โห ทฤษฎี สองนครานี่เป๊ะเลย อีกวันก็บอกว่า อาจารย์ มันหมดไปแล้ว (หัวเราะ) คือสังคมไทยมันก็เปลี่ยนไปเยอะนะ คนชนบทเดี๋ยวนี้มันไม่มีแล้ว กลายเป็นชนชั้นกลางกันหมด โอเค เราได้เห็นคนกรุงจำนวนมากเดินขบวนไล่รัฐบาล แต่เขาก็ไม่ได้ล้มรัฐบาล สุดท้ายกลายเป็นทหารออกมายึดอำนาจแทน ส่วนคนชนบทยังมีส่วนตั้งรัฐบาลอยู่ไหม เขาก็มีส่วนอยู่เยอะ แต่รักษาได้ไหม คนชนบทที่เป็นคนเสื้อแดงจำนวนมากที่เราคิดว่ามีพลัง วันที่ทหารยึดอำนาจ เขาก็ปกป้องรัฐบาลของเขาไม่ได้อยู่ดี” เอนก เล่าให้ฟัง

ในความคิดเห็นของเอนก เขาบอกว่า “ชนบท” ในนิยามเมื่อ 20 ปีก่อนนั้น ถูกเปลี่ยนเป็น “เมืองขนาดเล็ก” ทั้งหมดแล้ว และคนที่เป็นชนบทเองก็ถูกเปลี่ยนเป็นชนชั้นกลางหมดแล้ว

“ถ้าคนเสื้อแดงยังยึดความเป็นรากหญ้า ก็ต้องคิดใหม่ เพราะระบบการผลิตทำให้รากหญ้าลดลง เปลี่ยนเป็นคนรากหญ้าจะ เป็นชนชั้นกลางมากขึ้นเรื่อยๆ การยึดเอารากหญ้ามันใช้ไม่ได้ตลอดกาล และมันก็ไม่ใช่ทิศทางของสังคม โอเค ถ้าสังคมมันยากจนล้าหลัง คนเกิดมากมาย ชนบทสงบนิ่ง คนมากๆ ทำมาหากินกับการปลูกข้าว อันนี้เรายึดความเป็นรากหญ้าได้ แต่ประเทศไทย ชนบทแบบเดิมไม่เหลือแล้ว ที่เป็นชนบทก็เป็นเมืองขนาดเล็กเกือบทั้งหมด คนรากหญ้าก็กลายเป็นชนชั้นกลางหมดแล้ว”

อย่าดูถูก 'ปรองดองแบบร้องเพลง'

“ความปรองดองสมานฉันท์” และความตั้งใจ “สลายสีเสื้อ” ถูกระบุว่าเป็นความตั้งใจสำคัญของ คสช. จนถึงขั้นตั้ง “ศูนย์ ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป” และทำทุกวิถีทางให้แกนนำแต่ละสีได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่ร้องเพลง กินข้าว หรือดูหนังร่วมกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่แกนนำทุกฝ่ายถูกบีบไม่ให้เคลื่อนไหว

เอนก บอกว่า บางครั้ง “จิตวิทยามวลชน” แบบทหาร ก็อาจให้คำตอบได้มากกว่าหลักการปรองดองแบบใช้เหตุผล ที่ทุกฝ่ายพยายามทำตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา แต่กลับสร้างความขัดแย้งให้มากกว่าเดิม

“การปรองดองด้วยการร้องเพลง จัดรำวง กินข้าวด้วยกัน มองครั้งแรกเราอาจจะดูถูก แต่ผมจะบอกให้พวกนี้มันเป็นจิตวิทยา ไม่ใช่เหตุผล ทำไปเรื่อยๆ มันอาจจะดีก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปดูถูกว่าทหารโง่ เพราะเขาคุ้นเคยกับการจัดการความไม่สงบในชนบท เขาคุ้นเคยกับการสู้กับคอมมิวนิสต์ ผู้ก่อการร้าย เพราะฉะนั้นมันก็ลองดู แต่งเพลง แล้วก็ให้กลับบ้าน บอกทีหลังอย่าทำอีกนะ มันอาจดูตลก แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” เอนก กล่าวก่อนจะหัวเราะ

“ก่อนหน้านี้เราทดลองมาทุกโหมดแล้วนี่ เพื่อให้ปรองดอง แต่มันเป็นโหมดว่าด้วยเหตุผลทั้งนั้น ทั้งเอานักวิชาการต่างประเทศมาจัดการ ใช้หลักวิชาการแบบแอฟริกาใต้ ผมว่าคนเราจะสมานฉันท์ได้ มันต้องมีเรื่องของอารมณ์ด้วย”

เขาบอกว่า ลักษณะพิเศษของสังคมไทยอีกอย่างหนึ่งคือ หากจะปรองดองสมานฉันท์กันได้ ก็ต้องมีอารมณ์กลัว เช่น มีคนบอกว่า “เฮ้ย ตำรวจมา” ทุกคนก็เงียบ เรียบร้อยกันหมด หรือ พอทำผิด ก็ต้องจับไปเฆี่ยนทั้งสองพวก ซึ่งวันนี้ คสช.กำลังทำ

“ผมว่าก็ไม่เสียหายอะไร ที่ต้องลองแบบนี้ แต่คุณอย่าประมาท คิดว่ามันจะได้ผลอย่างเดียว หรืออย่าไปดูถูกว่ามันจะไม่ได้ผล มันต้องคิดแบบเต๋าให้มากขึ้น ต้องมีสองอย่าง ใช้เหตุผลอย่างเดียว ไม่ได้ ต้องใช้อารมณ์ด้วย แต่ผมเชื่อว่าคนไทยมันก็ไม่โหดมากนักหรอก ไม่เหมือนไนจีเรีย ไม่เหมือนซีเรีย ของเราถ้าฝ่ายที่แพ้มันยอมสักพักหนึ่ง หลังจากนั้นมันก็ปล่อย มันก็หยวนกัน” เอนก ระบุ

ถามว่ารัฐบาลใหม่ของ คสช. จะนิรโทษกรรมทั้งสองกลุ่มเพื่อให้วิน-วินกันหรือไม่ เอนกบอกว่า อาจเป็นได้ทั้งสองแบบ คือ 1.นิรโทษกรรมทุกกลุ่มแบบวิน-วิน หรือ 2.ไม่นิรโทษกรรมกับใครทั้งนั้น ยกเว้น คสช. แล้วให้เหลือเฉพาะนักการเมืองรุ่นใหม่เท่านั้น

“ผมว่าอาจจะเป็นอย่างหลังมากกว่า เพราะนักการเมืองที่มีอยู่ทุกวันนี้มีคดีติดตัวกันหมด เขาก็อาจจะบอกว่า โอเค คุณหยุดนะ แล้วให้นักการเมืองใหม่ๆ เข้ามาแทน หรืออาจจะเป็นแบบแรก ก็ได้ แต่พูดว่าดำเนินคดีทั้งหมดไว้ก่อน เพราะคุณทักษิณก็เงียบ ผิดปกติ แต่ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้มีแผนอะไรมากนักหรอก ทำไปแบบไทยๆ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตามสถานการณ์ ตามแรงเชียร์”

รูปแบบการเมืองที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในยุค คสช.จากนี้ เอนกวิเคราะห์ว่า การเมืองอาจกลับมาเป็นแบบยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งมีการคานอำนาจของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร และให้นายกรัฐมนตรีเป็นนายกฯ คนกลาง ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง ทำหน้าที่เพื่อคานอำนาจให้ไม่ต้องผูกขาดกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจนเกิดปัญหาอย่างที่ผ่านมา

“ผมไม่อยากพูดมาก เดี๋ยวก็หาว่าผมเป็นลูกป๋าอีก แต่ผมว่า มันอาจต้องมีกลไกที่เขียนในรัฐธรรมนูญให้มันคานอำนาจกัน อาจจะเหมือนในมาเลเซีย ที่พรรคคนจีน มาเลเซีย อินเดีย สามส่วนร่วมกันตั้งรัฐบาล ห้ามส่วนเดียวตั้งรัฐบาล ทั้งที่คนมาเลเซียเกิน 50% เขาจะเลือกเป็นพรรคเดียวปกครองก็ได้ แต่เขารู้ว่าหากเป็นแบบนั้นสังคมไม่มีความสงบแน่ ส่วนของเราจะเป็นรูปแบบไหนทหารต้องไปคิด แต่ผมเชื่อว่า เขาต้องหาวิธีไม่ให้เกิดพรรคการเมืองเสียงข้างมากจนเกิดปัญหาแบบที่ผ่านมาแน่”

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI