posttoday
ดีเดย์

ดีเดย์

12 มิถุนายน 2557

วันศุกร์ที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีการฉลองครบรอบ 70 ปีของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กล่าวคือ เป็นวันที่กองทัพสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี และยึดหัวหาดได้สำเร็จ สามารถพลิกกระแสสงครามจากการเป็นฝ่ายตั้งรับมาเป็นฝ่ายรุกไล่

วันศุกร์ที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีการฉลองครบรอบ 70 ปีของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กล่าวคือ เป็นวันที่กองทัพสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี และยึดหัวหาดได้สำเร็จ สามารถพลิกกระแสสงครามจากการเป็นฝ่ายตั้งรับมาเป็นฝ่ายรุกไล่

พิธีการจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีผู้นำชาติต่างๆ มาร่วมงานประมาณ 20 ประเทศ

ก่อนอื่นต้องขออธิบายคำว่า ดีเดย์ คำนี้ไม่ใช่คำย่อ แต่เป็นศัพท์ที่ใช้ในการวางแผนปฏิบัติการทางทหาร หมายถึงวันเริ่มต้นปฏิบัติการ ซึ่งในขณะวางแผนอาจจะยังไม่กำหนดว่าเป็นวันใดแน่ หรือกำหนดแล้ว แต่ไม่เขียนลงไป เพื่อเป็นการรักษาความลับ

วันอื่นๆ ก่อนหรือหลังวันปฏิบัติการจะถูกบันทึกไว้เป็นดีเดย์บวกหรือลบ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ขอยกตัวอย่างรัฐประหารที่เพิ่งเกิดขึ้นในบ้านเรา สมมติว่ามีการวางแผนไว้ล่วงหน้าบนแผ่นกระดาษ ก็อาจเขียนไว้ดังนี้

ดีเดย์-3 ประกาศกฎอัยการศึก

ดีเดย์-2 เชิญหัวหน้าหน่วยงานราชการมาซักซ้อมทำความเข้าใจ

ดีเดย์-1 เชิญประชุมแกนนำ 7 ฝ่ายเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ

หากก่อนถึงดีเดย์ตกลงกันได้ให้ยกเลิกดีเดย์ แต่หากตกลงกันไม่ได้ ผบ.ทบ.จะเป็นผู้ส่งสัญญาณให้ทหารเข้าไปควบคุมตัวแกนนำพร้อมกับการประกาศยึดอำนาจรัฐ

ดีเดย์+3 โยกย้ายหัวหน้าหน่วยงานราชการที่ทำตัวเป็นมือไม้ให้รัฐบาลเก่า เช่น สตช. และดีเอสไอ ต่างๆ เหล่านี้ เป็นต้น

ดีเดย์จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี เพียงแต่บังเอิญเป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่คนจดจำได้มากที่สุด

ดีเดย์ที่ฉลองกันครั้งนี้ มีเรื่องราวที่น่าสังเกตและน่าสนใจมากเป็นพิเศษอยู่หลายประการ ดังนี้

หนึ่ง ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่องค์การทหารผ่านศึกนอร์มังดีจะมาร่วมพิธีอย่างเป็นทางการ หลังจากนี้องค์การจะสลายตัวเองลง เพราะสมาชิกได้ล้มหายตายจากไปตามอายุขัยแล้วเป็นส่วนใหญ่

เมื่อสิบปีก่อนยังมีสมาชิกเหลืออยู่กว่า 1 หมื่นคน แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงประมาณ 600 คนเท่านั้น และที่มาร่วมงานได้จริงๆ มีเพียง 150 คน อายุเฉลี่ยคนละ 92 ปี แต่ละคนแต่งกายมาในชุดเต็มยศ บางคนยังเดินได้เอง แต่หลายคนต้องนั่งรถเข็น

สมาชิกที่เหลือปรารถนาจะให้ภาพสุดท้ายยังเป็นภาพของความพร้อมเพรียงและสง่างาม แทนที่จะปล่อยให้ร่อยหรอตามยถากรรม

สอง แม้ว่าพิธีจะจัดบนผืนแผ่นดินฝรั่งเศส และประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองค์ จะทำตัวเป็นเจ้าภาพ แต่ความเด่นกลับอยู่ที่อังกฤษ ในฐานะแกนนำหลักในการปลดปล่อยฝรั่งเศสและยุโรปจากอุ้งมือของนาซีเยอรมัน

อังกฤษยกขบวนมาครบชุด ตั้งแต่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ เจ้าชายวิลเลียมกับพระชายา และนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน

สำหรับสหรัฐ แม้จะไม่ใช่ยุโรป แต่ก็อยู่ในฐานะพี่ใหญ่ และเป็นกำลังสำคัญในการยกพลขึ้นบกครั้งนั้นด้วย

ประธานาธิบดี บารัก โอบามา มาร่วมงานด้วยตัวเอง และพยายามแสดงบทบาทมหาอำนาจตัวจริง แต่ผลที่ออกมาไม่โดดเด่นเท่าที่ควร

สาม นายกรัฐมนตรีหญิง อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี ก็มาร่วมงานนี้ด้วย ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่า ความรู้สึกลึกๆ ของเธอและของคนเยอรมันส่วนใหญ่เป็นอย่างไรกันแน่ เพราะในยุทธการครั้งนั้น เยอรมนีเป็นฝ่ายถูกรุกไล่ และเป็นฝ่ายแพ้สงครามในที่สุด

เข้าใจว่า คนเยอรมันส่วนใหญ่จะพยายามแยกแยะว่าเรื่องนี้เป็นความล้มเหลวของ ฮิตเลอร์ ไม่ใช่ความสูญเสียของเยอรมนี

แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ในวันนี้เยอรมนีไม่ได้เป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก มิฉะนั้นพิธีการในครั้งนี้อาจเป็นเพียงพิธีเล็กๆ ที่ไม่ใคร่มีใครสนใจ

สี่ ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียก็มาร่วมงาน ทำให้เกิดการจับตามองอย่างกว้างขวางว่า โอบามากับปูตินจะพบกันหรือไม่ และแต่ละฝ่ายจะออกอาการอย่างไร

ตั้งแต่รัสเซียประกาศผนวกแคว้นไครเมียเมื่อหลายเดือนก่อน ทั้งสองผู้นำยังไม่มีโอกาสพบหน้ากัน

ก่อนดีเดย์ 1 วัน มีการประชุม จี7 ที่กรุงบรัสเซลส์ ซึ่งปูตินไม่ได้รับเชิญ เท่ากับสหรัฐประสบความสำเร็จในการโดดเดี่ยวรัสเซียในระดับหนึ่ง

แต่ไม่มีใครกล้าห้ามรัสเซียไม่ให้มาร่วมงาน ดีเดย์ เพราะในสงครามโลกครั้งที่ 2 มีคนรัสเซียตายไปถึง 24 ล้านคน มากที่สุดในยุโรป ในขณะที่สหรัฐสูญเสียทหารไป 4 แสนกว่าคน

ในระหว่างงานพิธี สหรัฐพยายามร้องขอไม่ให้ผู้นำยุโรปให้การต้อนรับปูติน แต่ครั้งนี้เป็นครั้งหนึ่งที่สหรัฐไม่ประสบความสำเร็จ ทั้ง ออลลองค์ แมร์เกิล และคาเมรอน ต่างมีวาระประชุมหารือกับปูตินด้วยกันทั้งสิ้น

ทั้งโอบามาและปูติน เมื่ออยู่ต่อหน้ากัน ต่างแสดงท่าทีเย็นชาและเฉยเมย เสมือนอีกฝ่ายไม่อยู่ในที่นั้นด้วย

ภาพที่ออกมาไม่เป็นผลดีกับโอบามา ในฐานะผู้นำประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก ประกอบกับภายในสหรัฐเองโอบามาก็กำลังมีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์เช่นกัน จากการตัดสินใจแลกเปลี่ยนนักโทษกับกลุ่มตาลีบัน

ดีเดย์เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของยุโรป ประเทศไทยของเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

อย่างไรก็ตาม เราก็มีดีเดย์ของเราเอง ซึ่งสำหรับเรามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าดีเดย์ของฝรั่ง

ดีเดย์ของเราเกิดก่อนพิธีการในยุโรปครึ่งเดือน เมื่อกองทัพตัดสินใจทำรัฐประหาร

คนที่อายุถึงวัยเกษียณ อาจเคยได้ดูภาพยนตร์เรื่องวันเผด็จศึก ซึ่งนำออกฉายครั้งแรกเมื่อ 50 กว่าปีก่อน เป็นหนังฟอร์มยักษ์ที่มีดาราดังร่วมแสดงคับคั่ง

ที่ผมอยากให้ข้อสังเกตคือ เราแปลคำว่า ดีเดย์เป็นภาษาไทยว่าวันเผด็จศึก ซึ่งไม่ตรงกับความหมายที่แท้จริงในภาษาอังกฤษ เพราะ ดีเดย์เป็นเพียงวันเริ่มต้นปฏิบัติการเท่านั้น กว่ากองทัพสัมพันธมิตรจะเผด็จศึกเยอรมนีได้ก็ใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของเรา ดีเดย์กับวันเผด็จศึกกลับกลายเป็นวันเดียวกัน อาจเป็นเพราะกองทัพเตรียมการมาเป็นอย่างดี ทำให้รัฐประหารประสบความสำเร็จในทันทีโดยแทบจะไม่มีแรงต่อต้าน

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่เนื้อร้องภาษาไทยของเพลงประกอบภาพยนตร์ก็เข้ากับบรรยากาศของรัฐประหารในอีก 52 ปีต่อมา เช่น ...ชาติทหารพร้อมกันวันบุก ปราบอธรรมคืนสู่วันสันติสุข... ซึ่งโดนใจตัวคนพูดเอง

ก่อนจบ ไหนๆ ก็พูดเรื่องเนื้อเพลงกันแล้ว ก็อยากพูดเรื่องที่มีคนออกมาสอพลอ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่ามีพรสวรรค์ในการ แต่งเพลง

ผมต้องขอยืนยันว่าเรื่องแบบนี้ พล.อ. ประยุทธ์ มีแต่เสียกับเสีย จึงไม่ควรหลงใหลได้ปลื้มกับการยกยอปอปั้นเป็นอันขาด และหากเป็นไปได้ควรห้ามปรามไม่ให้มีการทำเช่นนี้อีก

หากไม่เชื่อก็ให้ลองนึกภาพพวกที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับท่าน ที่ชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเนลสัน แมนเดลา

จอมบงการตัวพ่อในอดีตก็เคยยกตัวเองเป็นแมนเดลา จนคนขำกลิ้งกันทั้งเมืองมาแล้ว ล่าสุดลูกน้องเอาอย่างบ้าง ให้ญาติโยมออกมาให้สมญาตัวเองเป็นแมนเดลาของเมืองไทย


แบบนี้น่าจะช่วยสงเคราะห์ให้ติดคุกนานๆ จะได้เหมือนแมนเดลามากขึ้น

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน