
ปฏิรูปการต่างประเทศของชาติ
นอกเหนือแผนปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ แล้ว เวลานี้มีการพูดกันมากถึงเหตุผลและความจำเป็นในการปฏิรูปการต่างประเทศของชาติ ซึ่งมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบ หลัก เนื่องจากในหลายปีที่ผ่านมาภายใต้รัฐบาลทักษิณและพวก การต่างประเทศของชาติส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ของตน มีการ “ตีความ” ผลประโยชน์ของชาติมาเป็นผลประโยชน์ส่วนบุคคล ทำให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงนี้เสียหายไปด้วย ทั้งในเชิงนโยบายและบุคลากร
นอกเหนือแผนปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ แล้ว เวลานี้มีการพูดกันมากถึงเหตุผลและความจำเป็นในการปฏิรูปการต่างประเทศของชาติ ซึ่งมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบ หลัก เนื่องจากในหลายปีที่ผ่านมาภายใต้รัฐบาลทักษิณและพวก การต่างประเทศของชาติส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ของตน มีการ “ตีความ” ผลประโยชน์ของชาติมาเป็นผลประโยชน์ส่วนบุคคล ทำให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงนี้เสียหายไปด้วย ทั้งในเชิงนโยบายและบุคลากร
กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยราชการที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นทั้งหู ตา จมูกของประเทศ กระทรวงการต่างประเทศเป็นประตูเข้าออก (Gateway) ของประเทศในการติดต่อที่เป็นทางการกับต่างประเทศ กิจการต่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้ แยกเด็ดขาดจากกระทรวงอื่น กิจการหลัก และนโยบายของกระทรวงอื่นที่ต้องติดต่อกับต่างประเทศต้องกระทำผ่านช่องทาง (Channel) กระทรวงการต่างประเทศ ส่วนเรื่องรายละเอียดและเฉพาะเจาะจง แต่ละกระทรวงจะไปจัดการได้เอง นัยหนึ่ง อะไรที่พ้นขอบเขตประเทศไทยไปแล้วเป็นความรับผิดชอบหลักของกระทรวงการต่างประเทศ
ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา กระทรวงนี้ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้แต่คนดีๆ ในกระทรวงการต่างประเทศด้วยกันเอง ก็ยังส่ายหน้า ทั้งนี้ ไม่ต้องพูดถึงอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ บรรดาอดีตท่านทูตน้อยใหญ่ที่เฝ้าดูการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงด้วยความกังวลและ ห่วงใย หลายคนทนไม่ไหวถึงกับต้องอาศัยเวทีของ กปปส.ระบายความกังวลและห่วงใยต่อกิจการต่างประเทศของไทย
ข้าราชการกระทรวงนี้ถือว่าเป็นคนที่มีคุณภาพระดับสูง ได้รับการฝึกอบรมมาเป็น อย่างดีในกิจการต่างประเทศที่พร้อมจะเป็นตัวแทนของประเทศในการดำเนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ เกียรติยศ เกียรติศักดิ์ ศักดิ์ศรีของประเทศ เอกอัครราชทูตเป็นข้าราชการประเภทเดียวที่ได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานน้ำสังข์ ใบไม้ทัดหู รับพระราชสาส์นตราตั้งเป็นตัวแทนขององค์พระประมุขไปติดต่อสัมพันธ์กับประมุขของต่างประเทศ ทูตต้องทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ และศักดิ์ศรีของประเทศจนถึงที่สุด ไม่ว่าจะถูกหรือผิด เพราะนี่คือ “ประเทศไทย”
นักการเมืองในตระกูลชินวัตรเข้ามายึดกระทรวงการต่างประเทศก็เพื่อใช้เครื่องมือของกระทรวงนี้อำนวยความสะดวกและรับใช้ผลประโยชน์ทางธุรกิจของตน เมื่อคนในตระกูล “ชินวัตร” ได้เป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 คน จึงวางคนที่ไว้ใจที่สุดเข้ามาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ทำให้การต่างประเทศของชาติและข้าราชการส่วนหนึ่งถูกนำไปรับใช้ผลประโยชน์ส่วนตัวของฝ่ายการเมือง การเยือนต่างประเทศเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกันนั้นบางครั้งมีผลประโยชน์ธุรกิจส่วนตัวแอบแฝงอยู่ ที่เห็นชัดๆ คือ การเอาเงินหลวงให้เพื่อนบ้านกู้เพื่อเอามาซื้อของจากบริษัทของตน เท่ากับเอาเงินหลวงมาเข้ากระเป๋าตัวเองผ่านประเทศเพื่อนบ้าน การใช้ข้าราชการอำนวยความสะดวกในการติดต่อทำธุรกิจกับประเทศนั้น รวมทั้งการไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง บางเรื่องก็คาบเส้นระหว่างผลประโยชน์ของชาติกับผลประโยชน์ส่วนตัว
รัฐมนตรีต่างประเทศเป็นบุคคลสำคัญในการถือธงนำในการรักษาและเพิ่มพูนผลประโยชน์ของชาติ แต่รัฐมนตรีต่างประเทศบางคนกลับนำเครื่องมือด้านการต่างประเทศไปรับใช้ผลประโยชน์ทางธุรกิจของนายใหญ่ บางครั้งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเอาผลประโยชน์ชาติ อธิปไตยเหนือดินแดน ไปแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ หรืออำนวยความสะดวกให้ต่างชาติเพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ ยินยอม ให้ต่างชาติแทรกแซงกิจการภายในของประเทศเพื่อประโยชน์ทางการเมืองและทางธุรกิจ ของตน รัฐมนตรีต่างประเทศบางคนมีภารกิจ เร่งด่วนลำดับต้น คือ การคืนหนังสือเดินทาง ให้นาย การติดต่อกับรัฐบาลต่างประเทศให้เชิญนายไปบรรยาย หรือขอวีซ่าจากรัฐบาลต่างชาติให้กับนาย รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้นาย ในการเดินทางไปติดต่อธุรกิจ หรือแม้แต่อำนวยความสะดวกให้นายไปด่าประเทศตนเองให้ คนอื่นฟัง ข้าราชการต้องเจียดเวลาส่วนหนึ่งไปคอยดูแลรับส่งนาย ฯลฯ
ระบบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงที่มีธรรมเนียมปฏิบัติเป็นที่รับรองทั่วไป ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองอย่าง โจ่งแจ้ง ใครที่ยอมก้มหัวให้กับฝ่ายการเมือง ยอมรับใช้และดูแลนายที่เร่ร่อน หรือยอมปฏิบัติตามในสิ่งที่รัฐมนตรีต้องการแม้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง มักได้รับการแต่งตั้งแบบข้ามหัวคนอื่นหรือขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติที่ผู้ใหญ่เคยวางไว้ เอกอัครราชทูตท่านหนึ่งประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งถือเป็นโพสต์สูงสุด ท่านเป็นคนดีและ เก่งมาก แต่เพราะไม่ยอมทำในสิ่งที่ถูกต้องให้กับฝ่ายการเมือง จึงถูกย้ายไปประจำกรุงโซล เกาหลีใต้ ล่าสุดก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีข่าวว่าจะย้ายท่านไปประจำยังประเทศในแอฟริกาอีกแบบเชือดไก่ให้ลิงดู นักการทูตที่ไม่ยอมก้มหัวถูกย้ายไปประจำประเทศในเกรด บี ซี ฯลฯ ส่วนพวกที่ยอมนักการเมืองนั้น บางคนเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตครั้งแรก แต่ถูกส่งไปประจำโพสต์สำคัญยิ่ง เช่น วอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งผิดธรรมเนียมที่ยึดถือกันมา คนไหนเป็นพวกตัวเองก็ได้รับแต่งตั้งไปประจำประเทศที่สะดวกสบาย
อดีตท่านทูตบางท่านได้เสนอว่า กระทรวงการต่างประเทศควรมีการปฏิรูปใน 2 เรื่อง คือ (1) ปฏิรูปนโยบาย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ นโยบายหลัก (Core Policy) อันถือว่าเป็นนโยบายของชาติ เป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ต้องดำเนินตามนโยบายหลักด้านต่างประเทศที่ว่านี้ กับ วิเทโศบาย (Strategy) หรือยุทธศาสตร์ด้านต่างประเทศ ซึ่งคนในกระทรวงรู้เรื่องพวกนี้ดีอยู่แล้ว (2) การปฏิรูปบุคลากร เป็นที่ยอมรับว่าข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพสูง ถูกฝึกปรือให้ต่อสู้เพื่อรักษาผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของชาติ สิ่งที่กระทรวงต้องการมากที่สุดคือ “นักการทูตมืออาชีพ” (Professionalism) ทำอย่างไรจึงจะปฏิรูปทัศนคติ วิธีคิด ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนเสียใหม่ ให้รู้จักคำว่าคุณธรรม จริยธรรม รู้จักผิดชอบชั่วดี ควรหาตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำกระทรวงเป็นการเฉพาะตัวให้กับคนที่ทำตัวเป็น “ขี้ข้า” นักการเมือง แต่อย่าใช้วิธีส่งไปประจำต่างประเทศ ขณะเดียวกัน คสช.ต้องสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการดีๆ และเร่งคืนความเป็นธรรมให้กับคนที่ถูกกลั่นแกล้งโดยเร็ว คสช.คงมีข้อมูลหมดแล้วว่าข้าราชการคนไหนที่รับใช้นักการเมือง ใครที่เป็นนักการทูตสีแดงแจ๋ แดงธรรมดา หรือสีชมพู คนไหนที่โดนนักการเมืองกลั่นแกล้ง
ภารกิจเฉพาะหน้าของกระทรวงนี้ คือ การชี้แจงทำความเข้าใจกับฝรั่งมังค่าถึงเหตุผลและความจำเป็นในการผ่าทางตันของประเทศ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย เพื่อปัดกวาดบ้านเมืองที่นักการเมืองทำเละมาหลายปีแล้ว เมื่อเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ ฝรั่งควรหยุดแส่ได้แล้ว







