posttoday
ประชานิยม"คสช."ทำได้แต่ไม่นาน

ประชานิยม"คสช."ทำได้แต่ไม่นาน

05 มิถุนายน 2557

แม้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมีอำนาจในการบริหารประเทศอยู่เต็มมือ

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

แม้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมีอำนาจในการบริหารประเทศอยู่เต็มมือ แต่การบริหารเศรษฐกิจในช่วงขาลงที่ดิ่งเหวมานานกว่าครึ่งปีให้กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วไม่ใช่เรื่องง่าย แค่พยุงเศรษฐกิจให้ไม่ทรุดต่ำกว่าที่เป็นอยู่ก็ยากแล้ว

ถึงแม้ล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะออกมาฟันธงว่าภาวะเศรษฐกิจเดือน เม.ย. 2557 ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เชื่อว่าเศรษฐกิจไม่ทรุดไปมากกว่านี้ มีแต่จะปรับตัวดีขึ้นหรือทรงตัว เพราะปัญหาการเมืองคลี่คลาย ทำให้ข้อติดขัดทางเศรษฐกิจถูกปลดล็อก แต่ก็ยังไม่สามารถการันตีได้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้รวดเร็วอย่างที่คาด หรือจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตได้ 23%ต่อปี อย่างที่ คสช.คาดหวังหรือไม่

ความยากของการแก้ปัญหารอบนี้ คือ เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจต่างๆ ดับสนิทเกือบหมด ทั้งการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายของรัฐบาล จากปัญหาการเมืองที่มีความไม่แน่นอนมาถึง มีแต่การส่งออกเพียงเครื่องยนต์เดียวเท่านั้นที่ทำงาน เพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ขณะที่การท่องเที่ยวก็ยังได้รับผลกระทบจากการเมืองและการประกาศเคอร์ฟิวของ คสช. เพื่อดูแลความมั่นคงภายในประเทศ

ที่สำคัญปัญหาเศรษฐกิจของไทยตอนนี้เป็นเรื่องเฉพาะหน้า นับวันปัญหาปากท้องยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจากค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่รายได้เท่าเดิม แถมหนี้สินก็ยังเพิ่มขึ้น ทำให้การแก้ปัญหาส่วนนี้เป็นภาระเร่งด่วนของ คสช.ที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาทำก่อน หากทำไม่ได้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้านอื่นก็ทำได้ยากลำบากไปด้วย

ดังนั้น การเร่งฟื้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เห็นผลเป็นรูปธรรม คสช. ไม่มีทางเลี่ยงที่จะต้องใช้โครงการประชานิยมเป็นตัวนำกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะเห็นผลเร็วในระยะเวลาไม่นาน

สิ่งแรกที่ คสช.ดำเนินการ คือ การจ่ายเงินจำนำข้าวให้กับชาวนาที่รัฐบาลค้างอยู่ 9.2 หมื่นล้านบาท นอกจากบรรเทาความเดือดร้อนชาวนาแล้ว ยังกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้ขยายตัวได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 0.2%

นอกจากนี้ คสช.ยังประกาศคงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาท/ลิตร ออกไปไม่มีกำหนดจนกว่าจะมีการปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนขนส่งไม่เพิ่มขึ้น อุดช่องโหว่ที่พ่อค้าแม่ค้าจะขึ้นราคาสินค้าโดยอ้างว่าต้นทุนค่าขนส่งขึ้น ทั้งยังมีความพยายามที่จะปรับโครงสร้างราคาน้ำมันทุกชนิดราคาลดลงจากปัจจุบัน โดยทาง คสช.จะหารือกับกระทรวงพลังงานถึงความเป็นไปได้ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน คสช.ก็ประกาศตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนไว้ที่ราคา 31 พ.ค. 2557 ที่ 22.63 บาท/กิโลกรัม ออกไปไม่มีกำหนดเช่นกัน เป็นการกลับลำจากที่ให้ราคาปรับขึ้นอีก 50 สตางค์/กิโลกรัม เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2557 เพื่อเป็นการบรรเทาค่าครองชีพให้กับประชาชน

จากมาตรการข้างต้นปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นโครงการประชานิยม เพราะเป็นโครงการที่ผู้ได้รับประโยชน์ และเป็นการสร้างการเงินคลังของประเทศในระดับที่สูง

ในส่วนของการจ่ายเงินรับจำนำข้าวเห็นได้ชัดว่า คสช. ต้องสั่งให้มีการกู้เงินจากสถาบันการเงินมาจ่ายค่าข้าว 9.2 หมื่นล้านบาท ในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ยังใช้การลดภาษีสรรพสามิตให้อยู่ในระดับ 0.005 บาท/ลิตร ส่งผลให้กรมสรรพสามิตสูญเสียเงินภาษีเดือนละ 9,000 ล้านบาท แม้ว่า คสช.จะสานต่อนโยบายนี้เป็นเดือนแรก แต่หากย้อนหลังกลับไปดูมาตรการดำเนินการมาแล้วกว่า 3 ปี ทำให้ประเทศสูญเงินภาษีไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท

ในขณะที่การการตรึงราคาก๊าซแอลพีจี ทั้งภาคขนส่ง ภาคครัวเรือน ก็มีการประเมินกันใช้เงินไปไม่น้อยกว่าการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ทำให้ต้องมีการทยอยปรับขึ้นให้สอดคล้องกับความเป็นจริงให้มากที่สุด จนสุดท้าย คสช. มาประกาศตรึงราคาอีกครั้ง เพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

หากจะกล่าวว่าการดำเนินโครงการประชานิยมเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของ คสช.ไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่นักการเมืองทำก็ไม่ผิด แต่ในภาวะเช่นนี้หากไม่แก้ไขปัญหาเร่งด่วนก่อน จะทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวมล้มเหลว

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของ คสช.ก็คือการติดเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ดับอยู่ได้ติดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งในส่วนของการบริโภคภาคเอกชน ก็ใช้การจ่ายเงินจำนำข้าวเป็นการจุดชนวน จากการประเมินของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคดีขึ้นในรอบหลายเดือนจากการเข้ามาบริหารประเทศของ คสช.จะเป็นตัวเสริมอีกตัวทำให้การบริโภคภาคเอกชนฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

ในส่วนของการลงทุนภาครัฐ มีการเร่งใช้จ่ายงบประมาณปี 2557 ที่มีงบค้างท่ออีกหลายแสนล้านบาท มีการทำงบประมาณปี 2558 ให้ทันวันที่ 1 ต.ค. 2557 ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจจากเครื่องยนต์การใช้จ่ายภาครัฐต่อเนื่อง และยังส่งผลให้นักลงทุนทั้งในและนอกประเทศเชื่อมั่น ทำให้การลงทุนภาคเอกชนกลับมาขยายตัวได้ดีอีกครั้ง

ด้านการส่งออกถึงแม้ว่าเครื่องไม่ดับ แต่กระทรวงพาณิชย์ได้มีการสั่งให้ทูตการค้าของไทยทำงานหนัก อธิบายให้นักลงทุนที่สั่งสินค้าจากไทยเข้าใจว่าไม่กระทบกับการส่งสินค้า

ทั้งหมดเป็นการบริหารเศรษฐกิจในภาพใหญ่ ที่ทาง คสช.คลอดออกมาเป็นแพ็กเกจใหญ่ ให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศได้รับรู้เป็นการเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาอย่างเป็นระบบ

แต่การใช้นโยบายประชานิยมเร่งด่วนพิเศษต้องอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ รวมถึงต้องใช้เป็นการชั่วคราว และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นต้องรีบถอนโครงการประชานิยมทันทีให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระการคลัง และทำให้ภาคสังคมอ่อนแอ ประชาชนเสพติดจนเลิกไม่ได้ ซึ่งมีผลต่อการปฏิรูปการเมือง หากภาคสังคมอ่อนแอ มีการซื้อสิทธิขายเสียงต่อไป การจะได้รัฐบาลที่ดีมีคุณภาพและไม่คอร์รัปชั่นก็เป็นได้แค่ความหวังที่ไม่มีวันเป็นจริง

ในที่สุดแล้วการลดประชานิยมที่ส่งผลดีกับเศรษฐกิจช่วงสั้นแต่พ่นพิษในระยะยาวก็จะทยอยลดลง หลังจากนี้ไปจะได้นำเงินงบประมาณไปใช้ลงทุนพัฒนาประเทศในด้านอื่น เพื่อให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพิ่มสูงขึ้น

หาก คสช.ทำได้ การได้รับการเชิดชูเป็นวีรบุรุษคงเกิดขึ้นในไม่ช้า

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน