posttoday
ภาคบริการเอเชียผงาดแรงขับศก.โลกตัวใหม่

ภาคบริการเอเชียผงาดแรงขับศก.โลกตัวใหม่

04 มิถุนายน 2557

แม้ในปัจจุบันกระแสที่ว่าโลกกำลังเดินหน้าสู่ยุคศตวรรษแห่งเอเชีย หรือยุคทองแห่งเศรษฐกิจเอเชีย

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

แม้ในปัจจุบันกระแสที่ว่าโลกกำลังเดินหน้าสู่ยุคศตวรรษแห่งเอเชีย หรือยุคทองแห่งเศรษฐกิจเอเชีย อาจจะดูซบเซาลงไปบ้างตามภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทว่าหากมองไปในระยะยาวแล้ว ความหวังดังกล่าวตามสายตาของบรรดานักวิเคราะห์หลายสำนักก็ยังคงเชื่อมั่นในเอเชียอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย

เหตุที่เอเชียยังคงดูมีความหวัง ก็เพราะในภูมิภาคดังกล่าวยังหลงเหลือพื้นที่และหนทางให้เติบโตทางเศรษฐกิจอยู่มาก ไม่เหมือนกับประเทศในซีกโลกตะวันตกที่ต่างเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวแล้ว และต่อให้กระตุ้นเท่าไหร่ ก็ดูจะดันไม่ค่อยขึ้นเสียแล้ว

ปัจจุบันหลายประเทศในเอเชียกำลังปรับเปลี่ยนโฉมหน้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคบริการ ซึ่งขึ้นอยู่กับการบริโภคของตลาดภายในเป็นหลัก จากเดิมที่มุ่งเน้นแต่ภาคการผลิต และการลงทุนเพื่อส่งออกสินค้าไปขายยังต่างแดน

บลูมเบิร์กระบุไว้เมื่อปีก่อนว่า ในระยะ12 ปี จากนี้ไป ธุรกิจภาคบริการในเอเชีย เช่น ธนาคาร การท่องเที่ยว ร้านอาหารสปา สถาบันการศึกษา สายการบิน ที่ปรึกษาทางกฎหมาย อาจมีสัดส่วนในการสร้างสรรค์ผลผลิตทางเศรษฐกิจมากกว่า 50% ของจีดีพีทั้งภูมิภาค นับเป็นการทะยานขึ้นจากเดิมที่ 48.5% ในปี 2010

บทบาทธุรกิจภาคบริการในเอเชียที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่อย่างใดหากแต่เป็นผลโดยตรงจากการขยายตัวของชนชั้นกลางอย่างรวดเร็วในภูมิภาค และยิ่งเมื่อรัฐบาลหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย หันมาปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งให้อำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น จนก่อกำเนิดชนชั้นกลางหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

แนวโน้มดังกล่าวก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มขึ้นอีกเท่าทวีคูณไปอีกในอนาคต โดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ปริมาณชนชั้นกลางในเอเชียจะครองส่วนมากถึง 66% ของชนชั้นกลางทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 28% ในปี 2009

ด้านธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย(เอดีบี) ก็ออกมาชี้ว่า ภายในปี 2050 เศรษฐกิจของเอเชียจะครองส่วนแบ่งจีดีพีโลกไว้ในกำมือมากกว่า 50% เพิ่มขึ้นจาก 27% ในปี 2010 พร้อมกับย้ำด้วยว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนในภูมิภาคจะขยายตัวขึ้นถึง 6 เท่าตัว จะทะยานขึ้นไปอยู่ใกล้กับค่าเฉลี่ยของรายได้ต่อหัวของคนทั่วโลก ซึ่งหมายถึงจำนวนชนชั้นกลางหน้าใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นมาอีก 3,000 ล้านคน

จึงไม่แปลกที่เหล่าบรรดาร้านค้าและผู้ประกอบการธุรกิจภาคบริการ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ตอบสนองต่อความสะดวกสบายของผู้คน จึงมีแนวโน้มจะเข้ามาเจาะตลาดในเอเชียมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในเอเชียที่มากขึ้น

“การเติบโตของผู้บริโภคในเอเชียคือปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก เห็นได้จากยอดการซื้อสินค้าแบรนด์เนม การท่องเที่ยว และการใช้บริการรีสอร์ทที่พุ่งสูงขึ้น” ควินซี่ คอสบี นักกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทพรูเดนเทียล ไฟแนนเชียล ในสหรัฐ กล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่า ในหลายชาติของเอเชียไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ต่างเพิ่มจำนวนอาคารผู้โดยสารในสนามบินมากขึ้น เพื่อตอบรับความต้องการใช้บริการของคนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยิ่งเมื่อหลายประเทศในเอเชียไม่สามารถตักตวงประโยชน์จากค่าเงินที่อ่อนกว่าและต้นทุนค่าแรงราคาถูก เพื่อสร้างความได้เปรียบในการส่งออกสินค้าของตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว ก็ทำให้หลายประเทศเริ่มหันมาทบทวนโมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจเสียใหม่ และลดการพึ่งพาการส่งออกลง

เพราะขืนยังดึงดันอยู่ต่อไป ก็จะไม่สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ โดยยืนยันได้จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ที่ระบุว่า ช่วงระหว่างปี 20002011 ค่าแรงในเอเชียได้พุ่งขึ้นเกือบ 50% ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มขึ้น 5% ทั่วโลกขึ้น 23% ทำให้ช่องว่างความแตกต่างระหว่างค่าแรงในเอเชียกับประเทศพัฒนาแล้วเริ่มขยับเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศในเอเชียโดยเฉพาะจีน จึงเริ่มหันมาเร่งส่งเสริมออกนโยบายการกระตุ้นอุปสงค์ของการบริโภคจากตลาดภายในให้มากขึ้นผ่านทั้งการจัดสรรเงินกู้ต้นทุนต่ำให้ภาคธุรกิจทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) เพิ่มรายได้ของประชาชน และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขยายชุมชนเมืองให้มากขึ้น

ในระหว่างปี 20002007 ธุรกิจภาคบริการทั้งใน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน มีการเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับปริมาณจีดีพีทั้งประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ ที่ธุรกิจภาคบริการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาคการเงิน ถือครองสัดส่วนมากถึง 75% ของจีดีพีเลยทีเดียว ขณะที่ของฟิลิปปินส์คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของจีดีพีแล้ว

ยกเว้นแต่ จีน อินเดีย ไทย เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าการขยายตัวของธุรกิจภาคบริการในประเทศยังคงเติบโตอย่างเชื่องช้า ไม่เหมือนภาคการผลิตที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะต้องเข้าใจว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้ยังจำเป็นต้องพึ่งพิงโมเดลเศรษฐกิจจากภาคการผลิตและการส่งออกอยู่ มีเพียงแค่จีนรายเดียวที่เริ่มจะหันมาปรับเปลี่ยนอย่างจริงจังเมื่อปีที่แล้ว หลังจากได้ผู้นำใหม่

กล่าวได้ว่า การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมธุรกิจภาคการบริการในเอเชียนับเป็นจุดสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงไปสู่อีกลำดับขั้นของระดับวิวัฒนาการพัฒนาการทางเศรษฐกิจของเอเชียที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการก้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมักจะพึ่งพิงการเติบโตจากองค์ความรู้ และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ผลิตออกมาได้

เนื่องจากธุรกิจภาคบริการมักต้องการใช้แรงงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางชั้นสูง เช่น ที่ปรึกษาทางการเงิน บุคลากรทางการแพทย์ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิจัย วิศวกร แตกต่างจากระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพิงภาคการลงทุนการผลิตจากอุตสาหกรรมที่มักจะมุ่งเน้นในเรื่องปริมาณผลผลิต และการใช้แรงงานเข้มข้น โดยใช้ต้นทุนต่ำที่สุด

ดังนั้น การเข้ามามีบทบาทมากขึ้นของภาคธุรกิจบริการจึงน่าจะกลายเป็นแรงบีบให้บรรดาแรงงานและเยาวชนในเอเชียต้องเร่งปรับตัวและพัฒนาทักษะให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนไป

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมภาคบริการก็ยังมีส่วนช่วยให้ระบบเศรษฐกิจของเอเชียพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งด้วยเช่นกัน โดยดูได้จากการพัฒนาระบบห่วงโซ่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมในเอเชียที่เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น และมีประสิทธิภาพในการแข่งขันสูงซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากขาดซึ่งธุรกิจภาคบริการ เช่น บริการการขนส่ง การสื่อสาร และธุรกรรมการเงินที่มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การเติบโตขึ้นของภาคบริการต่อระบบเศรษฐกิจในเอเชียจะช่วยสร้างความหวังให้เอเชียผงาดขึ้นมาเป็นพลังขับเคลื่อนการบริโภคและเศรษฐกิจโลกในอนาคตอันใกล้ แต่หากมองในอีกมุมหนึ่งจะพบว่า การไปถึงเป้าหมายในข้างต้นยังอาจเป็นคำถามของใครอีกหลายคน

เพราะดูเหมือนว่ากำลังการบริโภคในเอเชียอาจยังไม่แข็งแกร่งจริงเหมือนดังที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายพากันคาดไว้ เนื่องจากทั้งๆ ที่มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่ระดับเงินเฟ้อในหลายชาติกลับยังคงอยู่ในระดับสูงอยู่ จนทำให้รายได้ที่แท้จริงของประชาชนในหลายชาติแทบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ซ้ำร้ายกลับทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการปรับสูงขึ้น

ดังนั้น อำนาจการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในระยะยาวจึงยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

นอกจากนี้ ผลพวงจากการที่เอเชียเคยชินอยู่กับการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ราคาถูก ที่ได้รับอานิสงส์จากการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐมาหลายปีติดต่อกัน ทำให้ระดับหนี้ครัวเรือนในหลายประเทศพุ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไทยและมาเลเซียที่มีมากราว 80% ของจีดีพี จนไปฉุดรั้งกำลังซื้อของประชาชนให้ลดลง

กระนั้นก็ตาม ไม่ว่าการทะยานขึ้นมาของภาคธุรกิจบริการในระบบเศรษฐกิจในเอเชียจะสามารถนำพาภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ได้เข้ามาแปลงโฉมหน้าสังคมและเศรษฐกิจของเอเชียไปไม่น้อยเลยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน