
การค้าโลกส่อซบหนักหวังพึ่งส่งออกยังไม่ได้
หากจำกันได้ เมื่อปีที่แล้วนักวิเคราะห์หลายสำนักต่างเคยออกมาฟันธงกันยกใหญ่ว่าปีนี้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
หากจำกันได้ เมื่อปีที่แล้วนักวิเคราะห์หลายสำนักต่างเคยออกมาฟันธงกันยกใหญ่ว่าปีนี้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง หลังจากที่ต้องซบเซาจากพิษวิกฤตเศรษฐกิจโลกมาตั้งแต่ปี 2008 จนเป็นผลทำให้ใครต่อใครพากันคาดหวังว่าจะทำให้บรรยากาศการค้าทั่วโลกกลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง
ทว่า ผ่านพ้นไปได้เพียงแค่ไตรมาสแรกของปีนี้เท่านั้น ดูเหมือนว่าสถานการณ์ดูจะไม่เป็นไปตามที่คาดคิดกันไว้สักเท่าไร โดยเฉพาะในด้านการค้า หลังจากที่องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มประเทศร่ำรวย ออกมาเผยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ปริมาณการส่งออกของกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่ทางอุตสาหกรรม 7 ชาติ (จี7) และกลุ่มประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น บริกส์ (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) มีปริมาณลดลง 2.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ตัวเลขการนำเข้าในช่วงเวลาเดียวกันก็ลดลงเช่นกัน โดยลดลง 0.1%
ไม่เพียงแต่กลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจโลกเท่านั้นที่กำลังประสบกับปัญหาการค้าซบเซา แต่ยังรวมถึงประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กด้วย โดยหน่วยงานด้านการวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ (ซีบีบี) ได้เปิดเผยรายงานออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ปริมาณการค้าทั้งการนำเข้าและส่งออกกว่า 96 ประเทศทั่วโลกในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ลดต่ำลง 0.5% เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา
และหากนับออกมาเป็นรายไตรมาสแล้วก็จะพบอีกว่า ปริมาณการค้าจะลดลงมากถึง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ซึ่งขยายตัวขึ้นถึง 1.5%
สัญญาณการค้าทั่วโลกที่ซบเซาดังกล่าว นับเป็นเครื่องบ่งชี้ชัดเจนว่า ทิศทางการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกคงจะไม่สดใสเหมือนดังที่หลายฝ่ายคาดหวังกันเอาไว้เสียแล้ว เนื่องจากต้องเข้าใจว่าในปีนี้มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการค้าทั่วโลกต้องสะดุดลงอยู่เยอะทีเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยจากวิกฤตการเมืองในยูเครน ซึ่งได้ลุกลามกลายเป็นการขับเคี่ยวการแสดงอิทธิพลของชาติมหาอำนาจไปแล้ว หลังจากที่ชาติตะวันตกได้พากันงัดมาตรการคว่ำบาตรทั้งทางการทูตและเศรษฐกิจออกใช้กับทางรัสเซีย เนื่องจากมองว่ารัฐบาลแดนหมีขาวอยู่เบื้องหลังเหตุความวุ่นวายและการแบ่งแยกดินแดนในยูเครน
ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ปริมาณการค้าทั้งการนำเข้าและส่งออกของรัสเซียในไตรมาสแรกปีนี้ลดลงมากเกือบถึง 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
ผลพวงจากวิกฤตความตึงเครียดในยูเครนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ หลังจากรัฐบาลสั่งกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธที่ยึดครองในยูเครนตะวันออกหลายเมือง คาดว่าการเผชิญหน้าโดยใช้กำลังทหารจะยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ และคงจะทำให้รัสเซียต้องโดนทั้งสหรัฐและยุโรปเดินหน้าใช้มาตรการคว่ำบาตรกับรัสเซียต่อไป แม้ว่ารัสเซียจะพยายามปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม
ปัจจัยต่อมาที่ทำให้บรรยากาศการค้าระหว่างประเทศไม่สดใสเหมือนดังที่องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ก็คือ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกมากขึ้น
โดยเห็นได้จากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2009 กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ถือเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว และปัจจุบันครองสัดส่วนต่อผลผลิตจีดีพีโลกไว้ในกำมือเกือบ 40% ขณะที่เมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้วยังมีแค่ 18% เท่านั้น
ดังนั้น การที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เริ่มประสบปัญหาการชะลอตัวลงอย่างหนักในช่วงปีที่ผ่านมา จึงมีผลต่อปริมาณการค้าทั่วโลกตามไปด้วย
โดยปัจจุบันสัญญาณซบเซาทางการค้าของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เริ่มปรากฏออกมาให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว โดยปริมาณการส่งออกในช่วง 3 เดือนแรกปีนี้ของจีน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก หดตัวมากถึง 7.3% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสก่อนหน้า เช่นเดียวกับอินเดีย ที่ปริมาณการส่งออกลดลง 3% ส่วนตัวเลขนำเข้าลดลง 0.9% และแอฟริกาใต้ การส่งออกลดลง 4.3% นำเข้าลดลง 1.5%
ปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้บรรยากาศการค้าทั่วโลกไม่คึกคักก็คือ การฟื้นตัวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยังเปราะบางเกินกว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าของโลกให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ดังเห็นได้จากรายงานของโออีซีดีฉบับล่าสุดที่ออกมาเผยว่า ในกลุ่มประเทศ จี7 และกลุ่มบริกส์ มีเพียงเยอรมนีชาติเดียวเท่านั้นที่การส่งออกมีการขยายตัว
นอกจากนั้น ในส่วนของสหรัฐและญี่ปุ่นก็ดูเหมือนจะยังคงไม่สามารถพึ่งพาอะไรได้มากนัก เพราะตัวเองยังเอาตัวไม่ค่อยจะรอด โดยล่าสุดเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาสแรกปีนี้กลับหดตัวลงถึง 1% ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะภัยหนาวที่เข้าเล่นงานอย่างหนัก
ขณะเดียวกัน ผลพวงจากการที่สหรัฐมีแนวนโยบายในการสนับสนุนการดึงบริษัทเอกชนของตนที่เคยไปลงทุนและตั้งฐานการผลิตในต่างแดนให้ย้ายกลับมาที่สหรัฐเพื่อสร้างการจ้างงานขึ้น ก็ยิ่งทำให้สหรัฐหันมามุ่งเน้นการส่งออกมากขึ้น จากเดิมที่นำเข้ามหาศาล
ทำให้รายได้จากการส่งออกสินค้าไปตลาดใหญ่อย่างสหรัฐของประเทศคู่ค้าของสหรัฐต่างลดลงอย่างหนัก โดยสะท้อนได้จากตัวเลขการนำเข้าของเมืองลุงแซมที่ขยายตัวเพียงแค่ 1.1% ตรงข้ามกับตัวเลขส่งออกที่เพิ่มขึ้นถึง 2.1% ที่ 1.93 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนญี่ปุ่น แม้ว่าล่าสุดนั้นตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จะพุ่งทะยานขึ้นแรงสุดในรอบ 2-3 ปี ที่ 3.2% ซึ่งถือว่าบรรลุเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ที่ 2% ทว่าเงินเฟ้อดังกล่าวดูจะเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น เพราะเป็นเพียงผลกระทบจากการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
นอกจากนี้ ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้สะท้อนถึงความกินดีอยู่ดีของคนในประเทศที่เพิ่มขึ้น เพราะทั้งๆ ที่เงินเฟ้อขึ้น แต่ระดับรายได้ของประชาชนกลับไม่ขยับขึ้นตาม ดังนั้นคนจึงไม่ค่อยกล้าจะจับจ่ายใช้สอย ดังสะท้อนได้จากตัวเลขการจับจ่ายใช้สอยภาคครัวเรือนในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ลดลงถึง 4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกัน แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นจะเร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจทั้งทางนโยบายการคลังและการเงินขนานใหญ่ออกมา โดยเฉพาะการมุ่งกดค่าเงินเยนให้อ่อนลง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยสร้างประโยชน์ให้กับภาคส่งออกมากนัก เนื่องจากภาคการส่งออกของแดนปลาดิบก็ยังไม่กระเตื้องเท่าที่ควร โดยเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นเพียง 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ การกดค่าเงินเยนให้อ่อนลงกลับกลายเป็นบูเมอแรงที่ย้อนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจญี่ปุ่นเองอีกด้วย เนื่องจากเงินเยนที่อ่อนลงถึง 9% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ กลับเป็นตัวทำให้ต้นทุนการนำเข้าของญี่ปุ่นต้องแพงขึ้นกว่าเดิมโดยเฉพาะด้านพลังงาน ทำให้เศรษฐกิจแดนปลาดิบยังคงจมอยู่กับภาวะการขาดดุลการค้าอย่างหนัก และติดต่อกันมายาวนานถึง 16 เดือนติดต่อกัน
ดังนั้น หากใครคิดว่าจะหวังพึ่งการส่งออกเป็นเครื่องยนต์ในการนำพาเศรษฐกิจของตนให้พ้นจากภาวะซบเซา เห็นทีอาจจะต้องหันมาทบทวนนโยบายและแนวทางใหม่เสียแล้ว







