
การเมืองไทยสมัยดึกดำบรรพ์
การเมืองไทยสมัยแรกๆ มีเรื่องขันๆ ฮาๆ อยู่มาก
การเมืองไทยสมัยแรกๆ มีเรื่องขันๆ ฮาๆ อยู่มาก
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็เริ่มต้นชีวิตการเมืองมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นนั้น ซึ่งนับเอาช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็น “ยุคดึกดำบรรพ์” ดังกล่าว อันเป็นยุคที่คณะราษฎรครองเมือง โดยมาสิ้นสุดยุคนี้ตอนกึ่งพุทธกาล คือ พ.ศ. 2500
ในปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กำลังศึกษาอยู่ปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ท่านเล่าให้ฟังว่า ทันทีที่ทราบข่าวการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นักศึกษาไทยทุกคนก็ไชโยโห่ร้องด้วยความยินดี ส่วนหนึ่งก็ยินดีที่ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยและเจริญมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็เป็นความรู้สึกของนักเรียนนอกโดยทั่วไป และอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากที่สุด ก็คือพวกที่ดีใจโดยไม่มีเหตุผล นอกจากชอบรื่นเริงมาผสมโรงดื่มฉลองกันกับเขาเท่านั้น
แต่ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่น่าจะเป็นจำนวนไม่มาก คือรู้สึกแค่ว่า เฮ้อ เปลี่ยนแปลงกันเสียที ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็อยู่ในพวกนี้ โดยท่านให้เหตุผลว่า เมื่อครั้งเป็นเด็กๆ ก่อนมาเรียนเมืองนอก ท่านเคยไปวิ่งเล่นเข้านอกออกในที่วังต่างๆ อยู่เป็นประจำ ท่านแม่ก็เป็นชาววัง และมีญาติเป็นชาววังอีกจำนวนมาก ได้เห็นขุนน้ำขุนนางใหญ่โตจนเบื่อ และรู้สึกว่าคนเหล่านี้ไร้ประโยชน์ ดีแต่อวดยศอวดวาสนาไปวันๆ เมื่อรู้ว่าคนเหล่านี้หมดยศหมดวาสนา ท่านก็เหมือนจะสะใจ
ปีรุ่งขึ้นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จบการศึกษาแล้วก็เดินทางกลับประเทศไทย เข้ารับราชการครั้งแรกที่กรมพระคลังมหาสมบัติในบริเวณพระบรมมหาราชวัง โดยเป็นเลขานุการของเจมส์แบกซ์เตอร์ ที่กระทรวงการคลังจ้างมาเป็นที่ปรึกษา ในช่วงนี้ท่านก็ใช้ชีวิตตามแบบหนุ่มโสดทั่วๆ ไป เสร็จงานก็สังสรรค์เฮฮาตามประสาไฮโซยุคนั้น และยังไม่มีความสนใจในการเมือง
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มาเกิดความสนใจทางการเมืองอย่างเอาจริงเอาจัง หลังจากที่กลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ในสัปดาห์ที่แล้วในเรื่อง “เมื่อคึกฤทธิ์เป็นทหาร” ได้เล่าให้ฟังว่าในยุครอยต่อของสงครามครั้งนี้ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารในสงครามอินโดจีนและสงครามมหาเอเชียบูรพา ขณะที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน) ก็ได้ไปช่วยเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยต่างๆ คือที่จุฬาฯ และธรรมศาสตร์
จากนั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็หมดอำนาจ ต่อมาใน พ.ศ. 2489 ก็มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้จัดตั้งพรรคการเมืองได้ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จึงได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นเป็นพรรคแรกชื่อว่า “พรรคก้าวหน้า” ซึ่งนับกันว่าเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยพรรคแรกของไทย เพราะได้เสนอตัวเข้ารับการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก
ตามตำราพรรคการเมืองกล่าวว่าพรรคการเมืองแบบลำลองเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่มีการทดลองสร้างเมืองประชาธิปไตยที่ชื่อว่า “ดุสิตธานี” ส่วนพรรคการเมืองในความหมายสมัยใหม่ ที่หมายถึงกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน ที่เข้าแข่งขันหรือต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจทางการเมืองและเข้าบริหารประเทศนั้น พรรคแรกของไทยก็คือ “คณะราษฎร”
ในการเลือกตั้งครั้งนั้นท่านชนะเลือกตั้งในเขตพระนคร เมื่อได้เป็น สส.เข้ามาในสภาก็เริ่มเคลื่อนไหวที่จะสร้างฐานการเมืองให้มั่นคง เพราะรัฐสภาของไทยยุคในนั้นมีลักษณะที่แตกกระสานซ่านเซ็นมาก เนื่องจากมีพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเกือบ 20 พรรค จึงมีความพยายามที่จะจับกลุ่มกันสร้าง “ขั้วการเมือง” ให้มีขนาดของพรรคที่ใหญ่ขึ้น
โดยในสภาตอนนั้นสมาชิกสภาจะแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่สนับสนุนอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งก็คือแกนนำของคณะราษฎรที่ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยกันมากับจอมพล ป. แต่เมื่อจอมพล ป. สิ้นวาสนาลงเพราะพาไทยเข้าร่วมกับญี่ปุ่น นักการเมืองไทยก็แสดงธาตุแท้อย่างที่เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า “หมาตายเห็บหนี” กระโดดเกาะผู้มีบารมีท่านอื่นต่อไป
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มที่ไม่เข้าด้วยกับพวก “เห็บหมา” ข้างต้น ก็รวมตัวกันเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็เข้าไปร่วมด้วย แล้วตั้งชื่อเป็นพรรคใหม่ว่า “พรรคประชาธิปัตย์” ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่พรรคนี้เมื่อเป็นรัฐบาลทีไรก็มักทำอะไรไม่ค่อยได้เรื่อง ก็เพราะมีชาติกำเนิดมาจากการเป็นพรรคฝ่ายค้านนี่เอง
แต่ว่าการเมืองภายใต้ระบบ “ที่ไหนใหญ่นายดี ขอมีข้าไปด้วยคนหนึ่ง” ก็วุ่นวายมาก ครั้นมีวิกฤตเรื่องกรณีสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัฐบาลก็ถูกตั้งข้อสงสัยในความไม่เอาไหนที่จะจัดการคดีความให้กระจ่างชัด จึงถูกทำรัฐประหารในปีต่อมา อันเป็นการฟื้นคืนสู่อำนาจของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในรอบใหม่ ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย
น่าสงสารจอมพล ป. แม้การขึ้นสู่อำนาจในรอบใหม่นี้จะมีท่าทีที่ประนีประนอมยิ่งขึ้น แต่ก็เจอการต่อต้านและความพยายามในการที่จะทำรัฐประหารหลายครั้ง รวมทั้งเกิดปัญหา “ชิงรักหักสวาท” ของนายทหารที่สนับสนุน จนเมื่อจอมพล ป. ต้องเลือกข้างที่จะเอาด้วยกับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ จึงต้องแตกหักกับ พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ กระทั่งเกิดการทุจริตการเลือกตั้งครั้งมโหฬารในเดือน ก.พ. 2500 มีการประท้วงตามท้องถนน ก็มีการยึดอำนาจตามมา
นับเป็นการสิ้นสุดของการเมืองยุค “ดึกดำบรรพ์”
มีเกร็ดการใช้ชีวิตของผู้คนยุคนั้นที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองอยู่หลายเรื่อง ในจำนวนนั้นก็คือเรื่องของ “ชายชาตรี” ทั้งหลาย อย่างที่เล่าให้ฟังว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กลับมาเมืองไทยก็มารับราชการที่กระทรวงการคลัง ซึ่งข้าราชการยุคนั้นยังคงต้องนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน บางคนที่แต่งงานแล้วจะแอบไปมีกิจกรรม “ข้าวต้มกลางวัน” ซึ่งก็ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะเครื่องแต่งกาย ดังนั้นสำนักนางโลมที่มีชื่อในยุคนั้นจำเป็นต้องมีความสามารถในการนุ่งโจงให้แก่ลูกค้าให้เรียบร้อยด้วย
อีกกรณีหนึ่ง สมัยนั้นยังไม่มีสถานบริการทางเพศที่แบ่งเป็นห้องๆ หรูหรา ส่วนมากจะเป็นสภาพแบบที่เรียกว่า “ซ่อง” คือเป็นห้องแถวที่มีเฟี้ยมไม้ไผ่ ฝากระดาน หรือผ้ากั้นเป็นห้องๆ คนที่จะใช้บริการต้องถืออุปกรณ์ ได้แก่ กระโถนและขวดน้ำไปด้วย บางทีจึงเกิดปัญหา “การส่งเสียง” ได้ยินไปทั่วกัน เนื่องจากหญิงโสเภณียุคนั้นมักจะเป็นต่างด้าว จึงได้ยินเสียงทำนองบริภาษลูกค้าของหล่อนต่างๆ นานา เป็นต้นว่า ไอ้หน้าด้าง ไอ้ชิหาย กูเป็นเม่มรึงเหรอ (ไม่ขอแปล) สืบความได้ว่า ยุคนั้นเขาจำกัด “พื้นที่หวงห้ามหลายแห่ง” ซึ่งนักเที่ยวในยุคนี้อาจจะไม่เข้าใจ
เอาเป็นว่านักการเมืองยุคนั้นเขาก็ใช้ชีวิตทำนองนี้







