posttoday
การเมืองไทยสมัยดึกดำบรรพ์

การเมืองไทยสมัยดึกดำบรรพ์

01 มิถุนายน 2557

การเมืองไทยสมัยแรกๆ มีเรื่องขันๆ ฮาๆ อยู่มาก

การเมืองไทยสมัยแรกๆ มีเรื่องขันๆ ฮาๆ อยู่มาก

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็เริ่มต้นชีวิตการเมืองมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นนั้น ซึ่งนับเอาช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็น “ยุคดึกดำบรรพ์” ดังกล่าว อันเป็นยุคที่คณะราษฎรครองเมือง โดยมาสิ้นสุดยุคนี้ตอนกึ่งพุทธกาล คือ พ.ศ. 2500

ในปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กำลังศึกษาอยู่ปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ท่านเล่าให้ฟังว่า ทันทีที่ทราบข่าวการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นักศึกษาไทยทุกคนก็ไชโยโห่ร้องด้วยความยินดี ส่วนหนึ่งก็ยินดีที่ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยและเจริญมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็เป็นความรู้สึกของนักเรียนนอกโดยทั่วไป และอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากที่สุด ก็คือพวกที่ดีใจโดยไม่มีเหตุผล นอกจากชอบรื่นเริงมาผสมโรงดื่มฉลองกันกับเขาเท่านั้น

แต่ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่น่าจะเป็นจำนวนไม่มาก คือรู้สึกแค่ว่า เฮ้อ เปลี่ยนแปลงกันเสียที ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็อยู่ในพวกนี้ โดยท่านให้เหตุผลว่า เมื่อครั้งเป็นเด็กๆ ก่อนมาเรียนเมืองนอก ท่านเคยไปวิ่งเล่นเข้านอกออกในที่วังต่างๆ อยู่เป็นประจำ ท่านแม่ก็เป็นชาววัง และมีญาติเป็นชาววังอีกจำนวนมาก ได้เห็นขุนน้ำขุนนางใหญ่โตจนเบื่อ และรู้สึกว่าคนเหล่านี้ไร้ประโยชน์ ดีแต่อวดยศอวดวาสนาไปวันๆ เมื่อรู้ว่าคนเหล่านี้หมดยศหมดวาสนา ท่านก็เหมือนจะสะใจ

ปีรุ่งขึ้นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จบการศึกษาแล้วก็เดินทางกลับประเทศไทย เข้ารับราชการครั้งแรกที่กรมพระคลังมหาสมบัติในบริเวณพระบรมมหาราชวัง โดยเป็นเลขานุการของเจมส์แบกซ์เตอร์ ที่กระทรวงการคลังจ้างมาเป็นที่ปรึกษา ในช่วงนี้ท่านก็ใช้ชีวิตตามแบบหนุ่มโสดทั่วๆ ไป เสร็จงานก็สังสรรค์เฮฮาตามประสาไฮโซยุคนั้น และยังไม่มีความสนใจในการเมือง

การเมืองไทยสมัยดึกดำบรรพ์

 

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มาเกิดความสนใจทางการเมืองอย่างเอาจริงเอาจัง หลังจากที่กลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ในสัปดาห์ที่แล้วในเรื่อง “เมื่อคึกฤทธิ์เป็นทหาร” ได้เล่าให้ฟังว่าในยุครอยต่อของสงครามครั้งนี้ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารในสงครามอินโดจีนและสงครามมหาเอเชียบูรพา ขณะที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน) ก็ได้ไปช่วยเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยต่างๆ คือที่จุฬาฯ และธรรมศาสตร์

จากนั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็หมดอำนาจ ต่อมาใน พ.ศ. 2489 ก็มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้จัดตั้งพรรคการเมืองได้ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จึงได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นเป็นพรรคแรกชื่อว่า “พรรคก้าวหน้า” ซึ่งนับกันว่าเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยพรรคแรกของไทย เพราะได้เสนอตัวเข้ารับการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก

ตามตำราพรรคการเมืองกล่าวว่าพรรคการเมืองแบบลำลองเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่มีการทดลองสร้างเมืองประชาธิปไตยที่ชื่อว่า “ดุสิตธานี” ส่วนพรรคการเมืองในความหมายสมัยใหม่ ที่หมายถึงกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน ที่เข้าแข่งขันหรือต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจทางการเมืองและเข้าบริหารประเทศนั้น พรรคแรกของไทยก็คือ “คณะราษฎร”

ในการเลือกตั้งครั้งนั้นท่านชนะเลือกตั้งในเขตพระนคร เมื่อได้เป็น สส.เข้ามาในสภาก็เริ่มเคลื่อนไหวที่จะสร้างฐานการเมืองให้มั่นคง เพราะรัฐสภาของไทยยุคในนั้นมีลักษณะที่แตกกระสานซ่านเซ็นมาก เนื่องจากมีพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเกือบ 20 พรรค จึงมีความพยายามที่จะจับกลุ่มกันสร้าง “ขั้วการเมือง” ให้มีขนาดของพรรคที่ใหญ่ขึ้น

โดยในสภาตอนนั้นสมาชิกสภาจะแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่สนับสนุนอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งก็คือแกนนำของคณะราษฎรที่ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยกันมากับจอมพล ป. แต่เมื่อจอมพล ป. สิ้นวาสนาลงเพราะพาไทยเข้าร่วมกับญี่ปุ่น นักการเมืองไทยก็แสดงธาตุแท้อย่างที่เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า “หมาตายเห็บหนี” กระโดดเกาะผู้มีบารมีท่านอื่นต่อไป

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มที่ไม่เข้าด้วยกับพวก “เห็บหมา” ข้างต้น ก็รวมตัวกันเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็เข้าไปร่วมด้วย แล้วตั้งชื่อเป็นพรรคใหม่ว่า “พรรคประชาธิปัตย์” ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่พรรคนี้เมื่อเป็นรัฐบาลทีไรก็มักทำอะไรไม่ค่อยได้เรื่อง ก็เพราะมีชาติกำเนิดมาจากการเป็นพรรคฝ่ายค้านนี่เอง

แต่ว่าการเมืองภายใต้ระบบ “ที่ไหนใหญ่นายดี ขอมีข้าไปด้วยคนหนึ่ง” ก็วุ่นวายมาก ครั้นมีวิกฤตเรื่องกรณีสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัฐบาลก็ถูกตั้งข้อสงสัยในความไม่เอาไหนที่จะจัดการคดีความให้กระจ่างชัด จึงถูกทำรัฐประหารในปีต่อมา อันเป็นการฟื้นคืนสู่อำนาจของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในรอบใหม่ ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย

น่าสงสารจอมพล ป. แม้การขึ้นสู่อำนาจในรอบใหม่นี้จะมีท่าทีที่ประนีประนอมยิ่งขึ้น แต่ก็เจอการต่อต้านและความพยายามในการที่จะทำรัฐประหารหลายครั้ง รวมทั้งเกิดปัญหา “ชิงรักหักสวาท” ของนายทหารที่สนับสนุน จนเมื่อจอมพล ป. ต้องเลือกข้างที่จะเอาด้วยกับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ จึงต้องแตกหักกับ พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ กระทั่งเกิดการทุจริตการเลือกตั้งครั้งมโหฬารในเดือน ก.พ. 2500 มีการประท้วงตามท้องถนน ก็มีการยึดอำนาจตามมา

นับเป็นการสิ้นสุดของการเมืองยุค “ดึกดำบรรพ์”

มีเกร็ดการใช้ชีวิตของผู้คนยุคนั้นที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองอยู่หลายเรื่อง ในจำนวนนั้นก็คือเรื่องของ “ชายชาตรี” ทั้งหลาย อย่างที่เล่าให้ฟังว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กลับมาเมืองไทยก็มารับราชการที่กระทรวงการคลัง ซึ่งข้าราชการยุคนั้นยังคงต้องนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน บางคนที่แต่งงานแล้วจะแอบไปมีกิจกรรม “ข้าวต้มกลางวัน” ซึ่งก็ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะเครื่องแต่งกาย ดังนั้นสำนักนางโลมที่มีชื่อในยุคนั้นจำเป็นต้องมีความสามารถในการนุ่งโจงให้แก่ลูกค้าให้เรียบร้อยด้วย

อีกกรณีหนึ่ง สมัยนั้นยังไม่มีสถานบริการทางเพศที่แบ่งเป็นห้องๆ หรูหรา ส่วนมากจะเป็นสภาพแบบที่เรียกว่า “ซ่อง” คือเป็นห้องแถวที่มีเฟี้ยมไม้ไผ่ ฝากระดาน หรือผ้ากั้นเป็นห้องๆ คนที่จะใช้บริการต้องถืออุปกรณ์ ได้แก่ กระโถนและขวดน้ำไปด้วย บางทีจึงเกิดปัญหา “การส่งเสียง” ได้ยินไปทั่วกัน เนื่องจากหญิงโสเภณียุคนั้นมักจะเป็นต่างด้าว จึงได้ยินเสียงทำนองบริภาษลูกค้าของหล่อนต่างๆ นานา เป็นต้นว่า ไอ้หน้าด้าง ไอ้ชิหาย กูเป็นเม่มรึงเหรอ (ไม่ขอแปล) สืบความได้ว่า ยุคนั้นเขาจำกัด “พื้นที่หวงห้ามหลายแห่ง” ซึ่งนักเที่ยวในยุคนี้อาจจะไม่เข้าใจ

เอาเป็นว่านักการเมืองยุคนั้นเขาก็ใช้ชีวิตทำนองนี้

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้