
ต้องเสถียร
เคยเขียนถึงอินโดนีเซียไปหลายครั้งว่าชาตินี้กำลังขึ้นมาอย่างน่ากลัวครับ เพราะเป็นประเทศที่มีเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มอาเซียน มีประชากรถึง 200 ล้านคน มีปริมาณชนชั้นกลางมากถึง 150 ล้านคน และที่สำคัญก็คือ การเมืองของอินโดนีเซียมีเสถียรภาพมากพอสมควร และเหนือสิ่งอื่นใด อินโดนีเซียยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นเสมอมาด้วย
เคยเขียนถึงอินโดนีเซียไปหลายครั้งว่าชาตินี้กำลังขึ้นมาอย่างน่ากลัวครับ เพราะเป็นประเทศที่มีเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มอาเซียน มีประชากรถึง 200 ล้านคน มีปริมาณชนชั้นกลางมากถึง 150 ล้านคน และที่สำคัญก็คือ การเมืองของอินโดนีเซียมีเสถียรภาพมากพอสมควร และเหนือสิ่งอื่นใด อินโดนีเซียยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นเสมอมาด้วย
เมื่อวานนี้ สุรโย บัมบัง ซูซิโล ประธานหอการค้า และการลงทุนของอินโดนีเซีย กระตุ้นให้รัฐบาลรีบฉวยโอกาสเสียบัดนี้ในช่วงที่การเมืองไทยโซซัดโซเซอยู่ รีบดึงนักลงทุนเข้ามายังอินโดนีเซียให้มากขึ้น เป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตากันสำหรับชาวไทยครับ
สิ่งที่น่าดึงดูดสำหรับอินโดนีเซียก็คือ การเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก เต็มไปด้วยกำลังซื้อ ที่กลุ่มชนชั้นกลางซึ่งมีกำลังซื้อนั้นมีอัตราการขยายตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว อินโดนีเซียถือเป็นฐานการผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นที่ใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากไทยเท่านั้น
นอกจากนั้น รัฐบาลอินโดนีเซียซึ่งจะผ่านงบประมาณการก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ออกมาเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง มูลค่าราว 3.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับปี 2014-2017 แล้ว การทุ่มงบประมาณของรัฐเช่นนี้ถือเป็นแรงดึงดูดนักลงทุนได้เป็นอย่างดี เพราะหมายถึงอนาคตของการลงทุนที่จะทำกำไรได้
แต่จะเทียบกันแล้ว พื้นฐานโครงสร้างสาธารณูปโภคของไทยในปัจจุบันนั้นถือว่ายังเหนือกว่าอินโดนีเซียอยู่มาก และไทยยังมีที่ตั้งอยู่ตรงกลางของภูมิภาคอาเซียน ประชากรไทยต้อนรับนักลงทุนต่างชาติเป็นมิตรมากกว่าชาติอื่นๆ แต่เสียอย่างเดียวนั่นแหละครับ การเมืองไทยของเราเละเป็นโจ๊กอยู่บ่อยๆ
ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่ไทยจะต้องรีบทำก็คือ การทำให้การเมืองเสถียรให้ได้ และภาครัฐต้องรีบใช้จ่ายเพื่อดึงดูดนักลงทุนอย่างเร่งด่วน ซึ่งหากจะมองกันจริงๆ แล้วจะเห็นว่าลึกๆ นักลงทุนต่างชาติไม่น้อย ทั้งในไทยและต่างประเทศต่างเห็นว่า การเข้ายึดอำนาจควบคุมประเทศของกองทัพนั้นช่วยให้การเมืองไทยมีความเสถียรมากขึ้นด้วยซ้ำ เหมือนกับเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ให้กับนักลงทุน
ก่อนหน้านี้ ได้เรียนท่านผู้อ่านไว้หลายต่อหลายครั้งครับ สิ่งหนึ่งที่เศรษฐกิจและภาคธุรกิจไม่ชอบเลยก็คือ ความอึมครึม ความไม่แน่นอน เพราะจะไม่สามารถกำหนดทิศทางวางแผนอะไรได้ เพียงแต่ขอให้สถานการณ์มั่นคงเท่านั้น ความเชื่อมั่นก็จะกลับคืนมา ไม่ว่าประเทศนั้นๆ จะปกครองด้วยระบอบอะไรก็ตาม ไม่เชื่อก็ลองมองดูครับ จีนและเวียดนามก็ใช่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย แต่นักลงทุนยังคงเร่เข้าไปแสวงโชคอย่างต่อเนื่อง
อะไรก็ได้ครับ ขอแค่ให้ชัดเจนเท่านั้น!







