
เสรีในความขัดแย้ง
การชุมนุมต่อต้านการทำรัฐประหารของประชาชน และความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาจกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น และจะกลายเป็นอุปสรรคที่สำคัญของ คสช.ต่อการดำเนินการไปสู่จุดหมาย ที่ต้องการจะเข้ามาดูแลความสงบสุขให้กับประชาชนและจัดระเบียบสังคมใหม่ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้นหากทั้งสองฝ่ายไม่ใช้ความระมัดระวังและความละเอียดรอบคอบเพียงพอ ก็จะส่งผลเสียต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม
การชุมนุมต่อต้านการทำรัฐประหารของประชาชน และความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาจกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น และจะกลายเป็นอุปสรรคที่สำคัญของ คสช.ต่อการดำเนินการไปสู่จุดหมาย ที่ต้องการจะเข้ามาดูแลความสงบสุขให้กับประชาชนและจัดระเบียบสังคมใหม่ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้นหากทั้งสองฝ่ายไม่ใช้ความระมัดระวังและความละเอียดรอบคอบเพียงพอ ก็จะส่งผลเสียต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม
อย่างไรก็ตาม สิทธิในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน เป็นสิ่งที่ทำได้ในภาวะที่ประเทศมีรัฐธรรมนูญบังคับใช้ แต่ในขณะนี้ คสช.ได้ยึดอำนาจการปกครองเอาไว้แล้ว และได้มีการฉีกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ไปแล้ว ดังนั้นสิทธิตามรัฐธรรมนูญจึงไม่มีเหลืออยู่แล้ว แต่ประชาชนก็ยังมีสิทธิในการชุมนุมได้ตามสมควร หากเป็นการชุมนุมภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสม โดยไม่มีการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะไม่มีความกังวลว่าเหตุการณ์จะบานปลายออกไป
แต่หากการชุมนุมมีการกระทำที่เกินเลย และส่อว่าจะก่อให้เกิดความรุนแรง ซึ่งเท่ากับเป็นการซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่ให้หนักหนาขึ้นไปอีก ดังนั้นเจ้าหน้าที่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย เพราะมีข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า กลุ่มที่ออกมาต่อต้านบางส่วนมีแกนนำที่นิยมความรุนแรงได้แฝงตัวเข้ามาด้วย รวมทั้งมีรายงานว่ามีการเตรียมอาวุธร้ายแรงเข้ามาก่อเหตุ จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เหมาะสม แต่จะต้องใช้ความละเอียดรอบคอบในการดำเนินการ
ขณะที่ในส่วนของประชาชนทั่วไปนั้น เจ้าหน้าที่ก็ควรจะใช้มาตรการที่ละมุนละม่อม เช่น การว่ากล่าวตักเตือนเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน หรือจับกุมเพื่อนำตัวไปเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร ได้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่างสองฝ่ายและไม่มีใครยอมใคร และองค์กรหลักไม่สามารถหาทางออกได้ จนนำไปสู่การยึดอำนาจการปกครอง
ทั้งสองฝ่ายจึงควรได้ตระหนักระหว่างเสรีภาพอันพึงมีกับความสงบในช่วงรอยต่อของบ้านเมือง ซึ่งสามารถเดินคู่ขนานไปด้วยกันได้ หากอยู่ภายใต้เจตจำนงการรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และหากทั้งสองฝ่ายยืนอยู่บนเจตนาร่วมกันคือผลประโยชน์ชาติ ทั้งการได้มาซึ่งเสรีภาพและการใช้อำนาจรักษาความมั่นคง สามารถสร้างความสงบสุขแก่บ้านเมืองที่ทุกฝ่ายคาดหวังได้







