
เช็กบิล "จำนำข้าว" จะฆ่าไก่...ไยต้องใช้มีดฆ่าโค
คงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจนัก สำหรับแวดวงการเมืองและคนในวงการค้าข้าว เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก
โดย...จตุพล สันตะกิจ
คงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจนัก สำหรับแวดวงการเมืองและคนในวงการค้าข้าว เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงนามคำสั่งฉบับที่ 14/2557 ลงนามวันที่ 25 พ.ค. 2557 เรียกตัว “เสี่ยเปี๋ยง” อภิชาติ จันทร์สกุลพร เข้ารายงานตัวในวันที่ 26 พ.ค.
“ที่ คสช.เรียกเสี่ยเปี๋ยงรายงานตัว ส่วนตัวตั้งข้อเกตว่า เพราะเสี่ยเปี๋ยงเป็นคนใกล้ชิด และเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้รัฐบาล ตลอดจนมีความเกี่ยวพันกับการขายข้าวในสต๊อกรัฐบาล” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคนแรกๆ ที่เปิดชื่อเสี่ยเปี๋ยงว่ามีความใกล้ชิดกับคนแดนไกลและเป็นจอมบงการในการทุจริตขายข้าวเปลือกในโครงการรับจำนำข้าวในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปลายเดือน พ.ย. 2555
หากพิจารณาภาพรวมการอภิปรายไม่ไว้วางใจการทุจริตระบายข้าวสารและข้อมูลการไต่สวนการทุจริตการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง จะพบว่าทุกเหตุการณ์และทุกตัวละครมีความเกี่ยวพันกันอย่างตั้งใจ
เริ่มตั้งแต่เมื่อปี 25462547 “เสี่ยเปี๋ยง” เจ้าของบริษัท เพรสซิเดนท์อะกริฯ ได้ผงาดขึ้นมาเป็นบริษัทที่ผูกขาดการส่งออกข้าวในสต๊อกรัฐบาลรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ภายใต้อุปถัมภ์ของรัฐบาลไทยรักไทย แต่สุดท้ายถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่า อภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง และลูกน้องคนสำคัญ “นายโจ” นิมล รักดี มีความผิดในโครงการรับจำนำข้าวปี 2546/2547 เลขแดงที่ 00309555
ต่อมาเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สั่งเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดปีการผลิต 2554/2555 ในราคาสูงกว่าตลาด 4050% ทำให้รัฐบาลต้องแบกภาระสต๊อกข้าวสารไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน แต่ไม่สามารถขายข้าวออกได้ เพราะรัฐบาลยืนยันจะให้ขายข้าวสารในสต๊อกให้พ่อค้าข้าวในราคาที่สูงเช่นเดียวกัน ส่งผลให้พ่อค้าข้าวกลายมาเป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาล
แต่เพื่อให้ข้าวในสต๊อกมีที่ไป รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องใช้บริการเครือข่าย “เสี่ยเปี๋ยง” ที่แปลงร่างเป็นบริษัทใหม่ คือ บริษัท สยามอินดิก้า และยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนส่งออกให้รัฐวิสาหกิจจีน 2 แห่ง ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ตกลงทำสัญญาขายข้าวจีทูจีกว่า 4.8 ล้านตัน
สำหรับหลักฐานที่ยืนยันความเชื่อมโยงระหว่าง “เสี่ยเปี๋ยง” และบริษัท สยามอินดิก้า คือ เสี่ยเปี๋ยงได้ลงนามมอบอำนาจให้ลูกน้อง คือ “สมคิด เอื้อนสุภา” ตั้งบริษัท สยามอินดิก้า เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2547 และบริษัทได้เข้าซื้อหนี้บริษัท เพรสซิเดนท์อะกริฯ จากธนาคารกรุงไทย
ดังนั้น เสี่ยเปี๋ยง ก็คือ เจ้าของบริษัท สยามอินดิก้า ตัวจริงนั่นเอง
ยิ่งย้อนกลับมาที่การขายข้าวจีทูจีระหว่างรัฐบาลยิ่งลักษณ์และรัฐวิสาหกิจจีน 2 แห่ง คือ บริษัท จีเอสเอสจีฯ และบริษัท ไห่หนานฯ ก็พบว่ามีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต เพราะมีหลักฐานปรากฏชัดแจ้งว่าบริษัท จีเอสเอสจีฯ มอบอำนาจให้ “นายปาล์ม” รัฐนิธ โสติกุล ผู้ช่วย สส.ในลำดับที่ 3 ของ ระพีพรรณ พงษ์เรืองรอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้ดำเนินธุรกรรมแทนบริษัท และ นายปาล์มรัฐนิธ มอบอำนาจการทำธุรกรรมของบริษัทจีเอสเอสจีฯ ต่อให้ นายโจนิมล อีกทอดหนึ่ง
จึงสรุปได้ว่า การขายข้าวจีทูจีล็อตใหญ่ดำเนินการโดยเครือข่ายของ “เสี่ยเปี๋ยง”
ไม่เพียงเท่านั้น ยังปรากฏหลักฐานว่าข้าวที่อ้างว่าได้ขายแบบจีทูจีกลับถูกนำไปเร่ขายให้พ่อค้าในประเทศผ่านเครือข่ายเสี่ยเปี๋ยง คือ “เสี่ยเปี๊ยก” เจ้าของโรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ ที่ จ.ลพบุรี และ “เฮียหรั่ง” แห่งโรงสีสิงห์โตทอง จ.กำแพงเพชร ซึ่งล้วนแต่ใกล้ชิด “เสี่ยเปี๋ยง”
ต่อมา ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตการขายข้าวจีทูจีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และพบว่าข้าวสารที่กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าเป็นข้าวที่ส่งออกแบบจีทูจี 4.8 ล้านตัน แต่มีการส่งออกไปจีนจริงเพียง 3.75 แสนตันเท่านั้น ทำให้ ป.ป.ช.ชุดใหญ่มีมติแจ้งข้อกล่าวหารัฐมนตรีพาณิชย์ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 2 คน คือ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก ฐานกระทำความผิดตามกฎหมายฮั้วและมีความผิดอาญา
พร้อมทั้งมีคำสั่งเรียกบริษัทเอกชนและบุคคลอื่นๆ 89 รายมาสอบสวน อาทิ บริษัท นครหลวงค้าข้าว บริษัท เอเชียโกลเด้นไรซ์ และบริษัท ข้าวไชยพร ตลอดจน ธันยพร จันทร์สกุลพร กรรมการบริษัท สิราลัย เพราะสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คค่าข้าวในการซื้อขายข้าวแบบจีทูจี
หรือที่เรียกขานกันว่า “สืบจากเช็ค”
ในขณะที่สำนักข่าวอิสรา รายงานว่า ธันยพร จันทร์สกุลพร เป็นลูกสาวแท้ๆ ของ “เสี่ยเปี๋ยง” ส่วนบริษัท สิราลัย จดทะเบียนเมื่อวันที่ 5 มี.ค. ทุน 2,200 ล้านบาท และแจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ว่า ประกอบกิจการให้เช่าอาคารโรงงานที่พักอาศัยรวมสิ่งปลูกสร้าง
และนอกจาก อาคารสยามอินดิก้า จะเป็นที่ตั้งบริษัท สยามอินดิก้า และสิราลัย แล้ว อาคารแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งบริษัทปล่อยสินเชื่อ“เงินติดล้อ”ของเศรษฐินีพันล้านอีกด้วย
สำหรับเงินสด “ส่วนต่าง” ที่เครือข่ายพ่อค้าข้าวรัฐได้จากการขายข้าวแบบจีทูจีเก๊นั้น คนในวงการค้าข้าวอย่าง นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย ออกมาระบุว่า มีการโอนเงินใต้โต๊ะกว่า 6 หมื่นล้านบาทไปต่างประเทศผ่าน “ระบบโพยก๊วน”
อีกทั้งยังมีข่าวกระเซ็นกระสายมาจากพรรคเพื่อไทยว่า ข้อมูลที่ นิพนธ์ ออกมาเปิดเผยนั้น ไม่เป็นความจริงทั้งหมด เพราะยังมีเงินสดอีกเป็นพันล้านบาทถูกเก็บไว้ในห้องใต้ดินที่บ้านหลังใหม่ย่านลำลูกกาคลอง 3 ปทุมธานี สำหรับเป็นทุนเคลื่อนไหวทางการเมือง
เป็นไปได้ว่าเงินที่ได้จากการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว สามารถนำมาใช้เป็นทุนหาเสียงและทุนเคลื่อนไหวทางการเมืองได้สบายๆ
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ที่ นพ.วรงค์ อภิปรายในสภาว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการขายข้าวในสต๊อกทุกเมล็ด คือ หมอผู้มากบารมีในกระทรวงพาณิชย์ หรือ “หมอโด่ง” พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ (บุญทรง) และอดีตผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี (ภูมิ) ที่ถูกอดีตนายกฯ สั่งปลดกลางอากาศภายในไม่กี่วันหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กรณีทุจริตการขายข้าวในสต๊อก และการทุจริตโครงการจัดทำข้าวถุงราคาถูกขายให้ประชาชน
กลับไม่อยู่ในข่ายผู้ที่ถูก ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา เพราะไม่เคยลงนามเอกสารทางราชการใดๆ เลย แม้จะร่วมวงประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) และอนุกรรมการระบายข้าวแทบทุกนัด ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่า “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการทุจริต”
การที่ คสช.เรียกตัว “เสี่ยเปี๋ยง” หรือ อภิชาติ มารายงานตัวครั้งนี้ น่าจะเป็นเพียงการเรียกตัวมาถามไถ่ในฐานะผู้ใกล้ชิดเครือข่ายรัฐบาลและในฐานะท่อน้ำเลี้ยง ส่วนการสั่งฟันหรือจัดการขั้นเด็ดขาดคงไม่ต้องถึงมือ คสช.แน่ๆ เพราะวันนี้ ป.ป.ช.เองยังสอบสวนบุคคลที่เกี่ยข้องกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวอย่างต่อเนื่อง
“อย่างบริษัท สิราลัย ทาง ป.ป.ช.ก็เรียกมาสอบสวน เพราะเป็นหนึ่งในบริษัทที่สั่งจ่ายเช็คค่าข้าวให้กรมการค้าต่างประเทศ และการเรียกผู้ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวพันกับการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ป.ป.ช.ก็เรียกมาสอบสวนตลอดอยู่แล้ว ไม่ได้หยุด” วิชา มหาคุณ ประธานอนุกรรมการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว และกรรมการ ป.ป.ช.กล่าว
งานนี้เรียกได้ว่า “จะฆ่าไก่...ไยต้องใช้มีดฆ่าโค” เพราะก่อนหน้านี้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกรณีปล่อยปละให้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกสร้างความเสียหายมาแล้ว และต้องตกเก้าอี้จนรัฐบาลอยู่ในสภาพไม่มีหัว จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค.







