
จุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจไทย
ช่วงเวลานับจากนี้ไปอีกประมาณ 6 เดือน1 ปี น่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งความระทึกใจว่า เศรษฐกิจไทยที่กำลังโซซัดโซเซอยู่ในขณะนี้ จะสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ได้หรือไม่
ช่วงเวลานับจากนี้ไปอีกประมาณ 6 เดือน1 ปี น่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งความระทึกใจว่า เศรษฐกิจไทยที่กำลังโซซัดโซเซอยู่ในขณะนี้ จะสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ได้หรือไม่
นับตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก จนถึงวันที่มีการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา มีผู้แสดงความเป็นห่วงเป็นใยว่าเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบที่เป็นลบอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ดัชนีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะถูกถล่มทำให้ตกลงอย่างรุนแรงเหมือนในอดีตเมื่อเกิดการรัฐประหารวันแรก เงินบาทอาจจะลดค่าลงอย่างรุนแรง เพราะเงินทุนไหลออกเนื่องจากตื่นตระหนกในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นต้น
แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่มีการประกาศกฎอัยการศึกจนถึงวันที่มีการรัฐประการ เศรษฐกิจไทยสามารถประคองตัวเองรักษาเสถียรภาพไว้ได้อย่างพลิกความคาดหมาย โดยจะเห็นว่าถึงเงินบาทจะอ่อนค่าลงตามที่คาด แต่เป็นการอ่อนค่าลงเพียงเล็กน้อยจากประมาณ 32.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนหน้าที่จะมีการรัฐประหาร ส่วนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ก็ลดลงเพียงเล็กน้อย หลังจากที่ลดลง 20 กว่าจุดเมื่อเปิดตลาดเพื่อเปิดทำการ และจนถึงปัจจุบันลดลงเพียง 0.7% ตั้งแต่ต้นเดือนเป็นต้นมา
การที่ดัชนีตลาดหุ้นลดลงเพียงเล็กน้อย และมีปริมาณซื้อขายหนาแน่น และการที่เงินบาทยังดำรงความมีเสถียรภาพเอาไว้ได้หลังการรัฐประหารนั้น นักวิเคราะห์ต่างชาติมองว่าเป็นผลมาจากการที่พื้นฐานของเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง แต่รัฐบาลไทยหรือคณะทหารจะต้องรีบทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเดินต่อไปได้ตามปกติ เพื่อทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตไม่ลดลงต่ำกว่าร้อยละ 2 อย่างที่หลายฝ่ายได้ปรับเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยไปแล้วย
ตัวเลขการอ่อนค่าของเงินบาทที่ยังดำรงความมีเสถียรภาพเอาไว้ได้ก็ดี การอ่อนตัวลงเพียงเล็กน้อยโดยมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นก็ดี แสดงให้เห็นว่าปฏิกิริยาของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศค่อนข้างจะเป็นบวกต่อการรัฐประหารครั้งนี้ ถึงแม้ว่าในทางการเมืองรัฐบาลของหลายๆ ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย หรืออังกฤษ จะออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังเข้าแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมือง แต่ก็มิได้ใช้มาตรการตอบโต้อย่างรุนแรงต่อประเทศไทย ส่วนประเทศมหาอำนาจเพื่อนบ้านอย่างจีน รัสเซีย หรือญี่ปุ่น มิได้แสดงปฏิกิริยาอะไรออกมา โดยถือว่าเป็นเรื่องกิจการภายในของประเทศไทย
สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้สอบถามความเห็นของผู้บริหารกองทุนข้ามชาติหลายรายในต่างประเทศ คำตอบที่ได้รับกลับมาค่อนข้างเป็นบวกต่อการกระทำรัฐประหารครั้งนี้ โดยมองว่าการรัฐประหารเกิดขึ้นเพราะความจำเป็นของสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นทุกขณะที่ไม่มีทีท่าจะยุติลงในระยะเวลาอันสั้น
นักลงทุนเหล่านี้เห็นว่า การรัฐประหารเป็นการกระทำที่ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองที่วุ่นวายสับสนมานานเกินกว่าครึ่งปีแล้วนิ่งลง (A MORE STABLE ENVIRONMENT) ลดสภาวะความไม่แน่นอน (REDUCING UNCERTAINTY) และลดความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง (REDUCING THE RISK OF THE POLITICAL STAND OFF TURNING VIOLENT)
ผลของการสำรวจแสดงให้เห็นว่านักลงทุนระดับชาติมีความรู้และความเข้าใจในสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยดีกว่าที่คนไทยเข้าใจและวิตกกังวลกันไปเอง เพราะเขามองว่าความขัดแย้งทางการเมืองแบบเผชิญหน้าที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการรัฐประหารนั้น ถ้าปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป จะยิ่งสร้างความไม่แน่นอนให้เกิดขึ้น เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนทุกคนโดยเฉพาะนักลงทุนระดับโลกที่ดูแลเงินทุนจำนวนมหาศาลวิตกกังวล
แต่การตอบรับที่เป็นบวกเหล่านี้ เป็นการตอบรับสำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ทุกฝ่ายหวังว่าคณะทหารจะสามารถบริหารประเทศให้เกิดความสงบ ลดความไม่แน่นอนทางการเมือง และโอนอำนาจการบริหารประเทศคืนกลับให้รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งต่อไปภายในระยะเวลาไม่นานจนเกินไป โดยในระหว่างช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน คณะทหารจะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ก่อนถ่ายคืนอำนาจให้รัฐบาลพลเรือน
เพราะฉะนั้น ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย จึงมิได้อยู่ที่การมานั่งวิตกวิจารณ์กับปัญหาในอดีต แต่อยู่ที่จะทำอย่างไรให้ประเทศเกิดความสงบเรียบร้อย กลไกเศรษฐกิจเดินได้เต็มลูกสูบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ที่เห็นว่าการรัฐประหารครั้งนี้เป็นตัวแปรที่จะทำให้เกิดความมีเสถียรภาพของระบบการเมืองและเศรษฐกิจไทย ลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนต่างๆ ที่ว่ามาแล้ว จนไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์จะวิวัฒนาการไปอย่างไร จะจบลงอย่างไร และจะจบลงเมื่อไร
ผมเชื่อว่าระยะเวลาช่วงแรกประมาณ 6 เดือนหลังจากนี้เป็นต้นไป จะเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนถ่ายและปฏิรูปที่สำคัญ เป็นช่วงเวลาแห่งการประเมินผลงานและความจริงใจของคณะรัฐประหารว่า ต้องการที่จะเข้ามาเพียงเพื่อรักษาความสงบและแก้ไขปัญหาของชาติ และมีความสามารถที่จะรักษาความสงบนำความมั่นคงคืนสู่ประเทศจริงหรือไม่
ถ้าภายในระยะเวลาดังกล่าว คณะทหารสามารถฟื้นฟูกลไกเศรษฐกิจให้กลับมาทำงานได้อีกครั้งหนึ่ง ภายใต้สถานการณ์ที่สงบเรียบร้อย นักลงทุนเหล่านี้คงไม่ลังเลตัดสินใจที่จะลงทุนในไทยต่อไปเหมือนในอดีตทุกครั้งที่มีการรัฐประหารในประเทศไทยที่ผ่านมาแล้ว 12 ครั้ง
กระแสเงินนั้นเหมือนกระแสน้ำครับ ที่ได้ให้ผลตอบแทนสูงก็ย่อมไหลไปสู่ที่นั้น ไม่ว่าที่แห่งนั้นจะถูกปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม
ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าภายในระยะเวลาดังกล่าวสถานการณ์ทางการเมืองไม่นิ่ง และยังถูกใช้เป็นเหตุผลในการปกครองของคณะทหารภายใต้กฎอัยการศึกต่อไป เขาคงต้องทบทวนนโยบายการลงทุนใหม่แน่นอน
ถ้าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหาเงินทุนไหลออก ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วอย่างที่มีการทำนายกันว่า อาจอ่อนลงถึงระดับ 3738 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และดัชนีตลาดทุนอาจจะลดลงถึง 2030% จากปัจจุบัน และซ้ำเติมทำให้เศรษฐกิจถดถอยหนักยิ่งขึ้น
อย่างน้อยการประกาศกฎอัยการศึก หรือการใช้ พ.ร.ก.การปกครองในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น กระทบถึงธุรกิจบางประเภทอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เช่น ธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว และการบันเทิง เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายแสนล้านบาท
ที่สำคัญกว่านั้น คือ การที่ไทยยังต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกและเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ เพื่อสร้างความเจริญเติบโตให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ถ้าการถ่ายโอนอำนาจเกิดขึ้นช้าๆ และไม่ราบรื่น แรงกดดันจากภาคการเมืองในประเทศคู่ค้าและองค์กรที่ไม่ใช่รัฐที่ทำงานเกี่ยวกับการรักษาสิทธิมนุษยชน จะยิ่งรุนแรงและกดดันทั้งรัฐบาลและเอกชนคู่ค้ามากขึ้น จนเป็นอุปสรรคในการเพิ่มขยายธุรกิจและการลงทุนของประเทศคู่ค้าเหล่านั้นในประเทศไทย
เพราะฉะนั้น 612 เดือนข้างหน้า จึงเป็นช่วงเวลาที่น่าติดตาม และน่าเอาใจช่วยให้คณะทหารสามารถใช้ประโยชน์จากความรู้สึกดีๆ ที่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมอบให้ นำพาประเทศให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว ก่อนที่ความรู้สึกดีๆ เหล่านี้จะค่อยๆ จางหายไปตามวันเวลา
ท้ายที่สุด รายงานข่าวระบุว่า การรัฐประหารครั้งนี้นักลงทุนมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปิดเกมวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ตกต่ำสุดขีดแล้ว (MAXIMUM PESSIMISM) สถานการณ์ไม่น่าจะเลวร้ายไปกว่านี้แล้ว โอกาสฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยกับการปฏิวัติจึงน่าจะเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก
ข้อสำคัญ เมื่อเขาว่าอย่างนี้แล้ว เราก็อย่าทำให้การเริ่มต้นของความสิ้นสุดของวิกฤตกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตที่รุนแรงขึ้นก็แล้วกัน
ถ้าอย่างนั้นตัวใครตัวมันละครับ







