
บริหารแบบทหาร คุม19กระทรวงตั้ง2สภา-ธุรกิจหนาวเงินทุนไหลออก
คุม19กระทรวงตั้ง2สภา-ธุรกิจหนาวเงินทุนไหลออก
ทิศทางการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชัดเจนมากขึ้นเมื่อมีการประกาศ คสช. ฉบับที่ 22 เรื่องการจัดส่วนงาน การกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของ คสช. เมื่อ วันที่ 23 พ.ค. โดยกำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคุมทุกส่วนราชการทั้งหมด และมอบให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รัฐมนตรี
วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้เชิญคณะทูตานุทูตและผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศเข้ารับฟังคำชี้แจงเหตุการทำรัฐประหาร โดยมีทูตและผู้แทน 58 ประเทศ เข้าร่วม 87 คน
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้แจ้งว่า คสช.ทำหน้าที่เสมือนรัฐบาล และไม่ได้ตั้งใจที่จะอยู่นาน แต่เหตุที่เข้ามาเพื่อยุติความขัดแย้ง และจะมีการปฏิรูปก่อนการ เลือกตั้ง ส่วน คสช.จะ อยู่นานแค่ไหนขึ้น อยู่กับความขัดแย้งจะคลี่คลายลงเมื่อใด
สีหศักดิ์ ระบุอีกว่า ทูตส่วนใหญ่สอบถามว่า คสช.จะอยู่ถึงเมื่อใด ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า จะะอยู่เท่าที่จำเป็นเท่านั้นแต่คงไม่มีใครตอบได้ในขณะนี้ เพราะต้องทำหลายเรื่องให้เรียบร้อยก่อน
ทูตบางคนได้สอบถามว่า การปฏิรูปจะเกิดเมื่อใดนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า จะตั้งสภาปฏิรูปขึ้นพร้อมๆ กับสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
นอกจากนี้ พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถาม เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นถึงการ ตั้งนายกรัฐมนตรี ว่า คสช.ต้องทำหน้าที่นี้ไปก่อนจนกว่าสถานการณ์พร้อม แล้วถึงจะตั้งรัฐบาลชั่วคราวแต่ทั้งหมดจะนำไปสู่การเลือกตั้ง
ต่อมา คสช.ได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และภาคเอกชน เข้ารับฟัง คำชี้แจงด้วย หนึ่งในผู้ที่ถูกเชิญระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ อธิบายถึงสาเหตุการเข้ายึดอำนาจว่า หากปล่อยไปจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมมากมาย รวมทั้งส่งผลต่อการจัดทำงบประมาณ ปี 2558 ที่จะมีผลต่อการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ
หัวหน้า คสช.ได้ขอให้ผู้เข้าฟังรับทราบว่า การบริหารประเทศในระยะนี้จะใช้ระบบสั่งการแบบทหาร ตั้งเป้าให้เห็นผลการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ไม่มีความขัดแย้ง และเมื่อบ้านเมืองกลับสู่ปกติสุข ประเทศไทยก็จะกลับสู่ประชาธิปไตย
พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำว่าต้องปฏิรูปทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ก่อนจะมีการเลือกตั้ง รวมถึงทุกฝ่ายต้องเห็นชอบร่วมกัน
ด้าน พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า โครงสร้างการบริหารประเทศภายใต้ คสช.ควรมีระยะเวลาชั่วคราวเพียง 1-2 เดือนเท่านั้น เพราะหากอยู่นานไปอาจกระทบหรือบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กำลังจับตาดูประเทศไทย
“ผมว่าถ้าจะดี การขึ้นสู่อำนาจเช่นนี้ มีโครงสร้างการบริหารเช่นนี้ ควรเป็นเรื่องชั่วคราว ไม่เกิน 1-2 เดือนจากนี้ เพราะการบริหารรูปแบบเช่นนี้คงจะออกนโยบายการพัฒนาอะไรที่โดดเด่นไม่ได้มากนัก
“คงไม่มีนโยบายอะไรที่เด่นพอจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้มาก หากทำตามอำนาจที่ คสช.ทำไว้ ฉะนั้นทำชั่วคราว ผมไม่แน่ใจกรอบการบริหารของ คสช. เพราะมันมีข้อดี คือ ถ้ามีอำนาจเบ็ดเสร็จก็ช่วยกดดันคนทำงานได้
“แต่ถ้าคนที่เข้ามาบริหารไม่ดี ถ้าคนคุมไม่ได้เรื่องก็จะแย่ หรืออาจจะรั่วไหลได้ เพราะไม่มีใครตรวจสอบได้ เนื่องจากไม่มีสภา และถึงที่สุดควรมีเจ้ากระทรวงมาบริหารงาน ถ้าข้าพเจ้าจะรับผิดชอบ แต่ผู้เดียวคงลำบาก เพราะไม่มีการตรวจสอบ” พรายพล กล่าว
นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า คสช.ควรใช้ โครงสร้างนี้ในช่วงสั้นเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น แต่เศรษฐกิจของประเทศกำลังมีปัญหามาก ควรตั้งคณะรัฐมนตรีมาดูแล ใช้คนที่มีความรู้ความสามารถมาเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ขณะที่ บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เข้าใจว่าที่ต้องตั้งคณะทหารขึ้นมาควบคุมทุกสิ่ง ก็เพราะต้องการจะให้งานทั่วไปเดินหน้าต่อไปได้ ต้องดูว่า คสช.จะทำอะไร ต่อไป จะตั้งรัฐบาลเมื่อไหร่ ยังไม่น่าเป็นห่วงในขณะนี้
แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ก่อนจะมีการประกาศโครงสร้างผู้เหล่าทัพคุมทุกกระทรวงออกมา สถาบันการเงินต่างประเทศหลายแห่งแสดงความเชื่อมั่นว่าการรัฐประหารในไทยเป็นทางออกที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาและจะไม่กระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ยังประเมินไม่ได้ว่า หลังประกาศออกมาแล้ว จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างไรต้องติดตามดูผลสะท้อนของตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้และค่าเงินในวันที่ 26 พ.ค.นี้ ถ้าไม่เชื่อมั่น ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงมากกว่านี้ แต่วันเดียวกันนี้ยอดขายในตลาดตราสารหนี้อยู่ที่ 7,300 ล้านบาท หุ้น 6,777 ล้านบาท สวนค่าบาทยังแข็งอยู่เพราะมีการแทรกแซง







