
ปมทะเลจีนใต้ป่วนอาเซียนสะเทือนมนต์เสน่ห์ฐานลงทุน
ปมความขัดแย้งเรื่องทะเลจีนใต้กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกฝ่ายกำลังให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ปมความขัดแย้งเรื่องทะเลจีนใต้กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกฝ่ายกำลังให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้ หลังจากที่ผู้ประท้วงชาวเวียดนามได้ก่อเหตุบุกทำลายโรงงานอุตสาหกรรมของชาวจีนที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่พอใจท่าทีที่การคุกคามอธิปไตยของเวียดนาม หลังจากที่เรือรบของจีนยิงปืนฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าใส่เรือของเวียดนาม ที่เข้าไปขับไล่การเข้ามาตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันของจีนในบริเวณพื้นที่พิพาทของทั้งสองประเทศ
แม้ว่าปมความขัดแย้งเกี่ยวกับทะเลจีนใต้จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือกันในเวทีการประชุมสุดยอดผู้นำแห่งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และได้มีการเรียกร้องทุกฝ่ายให้ใช้ความอดทนอดกลั้น หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าและสร้างความขัดแย้ง ทว่าจนแล้วจนรอดปมความขัดแย้งดังกล่าวก็ยังเดือดระอุอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการที่ผู้ชุมนุมชาวเวียดนามได้บุกเข้าไปทำลายด้วยการบุกเผาโรงงานของชาวจีนในนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดบินห์ดง พร้อมกับฆ่าคนงานชาวจีนเสียชีวิต 1 คน
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ประท้วงชาวเวียดนามยังพาลไปทำลายโรงงานอุตสาหกรรมต่างชาติในพื้นที่ใกล้เคียงกันกว่า 90 แห่ง ที่เป็นของไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นอีกด้วย เนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของชาวจีนแผ่นดินใหญ่
ปมความขัดแย้งที่เลยเถิดออกไปจนกลายเป็นกระแสชาตินิยมต่อต้านจีนที่เดือดระอุอยู่ในเวียดนามในขณะนี้ นับเป็นสิ่งที่กำลังสร้างความวิตกกังวลต่อสายตาของนักลงทุนต่างชาติทั้งที่ลงทุนอยู่แล้วและจะเข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทั้งรัฐบาลเวียดนามและจีนยังมีท่าทีมึนตึงใส่กันอยู่
เพราะแต่เดิมนั้นต้องยอมรับว่า หลายชาติในอาเซียนกำลังประสบกับปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองเล่นงานอย่างหนักเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะในกรณีของไทย ซึ่งขณะนี้ผลจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากว่า 7 เดือนเต็ม กำลังส่งผลให้ไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในไตรมาส 2 ปีนี้แล้ว ขณะที่กัมพูชา ก็มีการลุกฮือต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่สุดในรอบ30 ปี ส่วนอินโดนีเซีย ปีนี้ก็มีการเลือกตั้งใหญ่เกิดขึ้น
ดังนั้น กระแสต้านจีนในเวียดนาม จึงกลายเป็นสิ่งที่จะยิ่งสร้างความไม่แน่นอนจากปัจจัยทางการเมืองในภูมิภาคอาเซียนให้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะกลายมาเป็นปัจจัยที่จะมาสั่นคลอนแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สดใสและลดมนต์เสน่ห์ของภูมิภาคที่เป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจดูจืดจางลงไป
ต้องไม่ลืมว่า นอกเหนือจากไทยจะมีบทบาทสำคัญต่อการเป็นศูนย์กลางฐานการผลิต การค้าการลงทุน และการคมนาคมของภูมิภาคแล้ว เวียดนามก็ถือเป็นดาวเด่นด้านดังกล่าวอีกดวงที่ไม่น้อยหน้าไปกว่าไทยเช่นกัน โดยเฉพาะการเป็นฐานการผลิตให้กับธุรกิจอุตสาหกรรมต่างชาติที่ต้องการย้ายหนีออกมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่นับวันต้นทุนค่าแรงมีแต่จะสูงขึ้น
เนื่องจากเวียดนามมีข้อได้เปรียบทั้งต้นทุนค่าแรงและวัตถุดิบราคาที่ถูกกว่าหลายๆ ชาติในย่านนี้โดยเปรียบเทียบ
ทุกวันนี้ ดินแดนของประเทศคอมมิวนิสต์แห่งนี้ คลาคล่ำไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ต่างชาติเป็นจำนวนมาก ไล่ตั้งแต่บริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ ผู้ผลิตเครื่องพรินเตอร์และเครื่องถ่ายเอกสารจากญี่ปุ่น ไปจนถึงบริดจสโตน ผู้ผลิตยางรถยนต์ชื่อดังจากสหรัฐ ซึ่งต่างก็ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลหลายพันล้านในการลงทุนตั้งฐานการผลิตและขยายการลงทุนที่เวียดนามในระยะ 23 ปีที่ผ่านมา
ล่าสุดทางซัมซุง ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและโทรศัพท์สมาร์ทโฟนชื่อดังจากเกาหลีใต้ ก็ยังได้ทุ่มเงินกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างโรงงานขึ้นที่เวียดนาม โดยตั้งเป้าว่าจะเดินสายการผลิตในปีหน้า และ 40% ของธุรกิจโทรศัพท์มือถือของซัมซุงก็จะถูกผลิตขึ้นที่ดินแดนของเวียดนาม
ผลพวงจากมนต์เสน่ห์ในการเป็นดาวรุ่งดวงใหม่การเป็นแหล่งลงทุนและการผลิต ทำให้ในปีที่ผ่านมายอดการส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่น้ำมันของบริษัทต่างชาติเพิ่มสูงขึ้นถึง 27% ไปอยู่ที่ 8.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 2 ใน 3 ของยอดการส่งออกทั้งประเทศเลยทีเดียว (ยอดการส่งออกของเวียดนามทั้งปีของปี 2013 อยู่ที่ 1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ)
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ปัจจัยจากวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่เวียดนามกำลังลุกฮือต้านจีนอย่างหนัก จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะแต่เดิมนักลงทุนต่างมองว่าเวียดนามเป็นตัวเลือกการลงทุนที่ปลอดภัย มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง จากการมีรัฐบาลผูกขาดเพียงพรรคเดียวตามสไตล์การปกครองแบบประเทศคอมมิวนิสต์
ดังนั้น จึงนับเป็นงานท้าทายสำหรับผู้นำเวียดนามที่จะต้องเร่งจัดการโดยด่วน เพราะหากรับมือและควบคุมอารมณ์พลุ่งพล่านของกระแสชาตินิยมเอาไว้ไม่อยู่ ผู้ที่เสียหายนั้นไม่เพียงแต่จะเป็นเศรษฐกิจของเวียดนามเอง หากแต่ยังส่งผลถึงอารมณ์และมุมมองของนักลงทุนที่มองมายังภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ตัวเลือกในการลงทุนเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ
เพราะในไทยกับกัมพูชากำลังเกิดปัญหาการเมือง ขณะที่ฟากฝั่งของอินโดนีเซียกับพม่า ก็ดูจะยังไม่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มากพอในการดึงดูดทุนต่างชาติเข้าไปลงทุน
อย่างไรก็ตาม ผลพวงจากวิกฤตความขัดแย้งปมทะเลจีนใต้ไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่ออาเซียนฝ่ายเดียวแล้ว ในด้านหนึ่งก็ดูเหมือนว่า “จีน” เองก็เป็นฝ่ายที่เสียประโยชน์ในครั้งนี้ไปด้วย
เพราะการเลือกแสดงท่าทีต่อปัญหาที่แข็งกร้าวของพญามังกร กำลังทำให้บางชาติในอาเซียนเริ่มจะหันไปพึ่งพาและดึงเอามหาอำนาจนอกภูมิภาคอย่างสหรัฐและญี่ปุ่น เข้ามาถ่วงดุลการต่อรองกับจีนมากขึ้น
นับเป็นการแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ยุ่งยากขึ้นในสายตาของจีน เพราะความมุ่งหมายของจีนต้องการที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานการเจรจาทวิภาคีกับประเทศคู่ขัดแย้งเท่านั้น ดังนั้น การมีมหาอำนาจอื่นเข้ามาพัวพันด้วย จึงไม่ใช่สิ่งที่จีนต้องการเลย
มิหนำซ้ำ ยังเป็นการทำให้สหรัฐได้ทีในการใช้โอกาสนี้ในการดำเนินนโยบายปิดล้อมจีนมากขึ้นไปอีก
“ถ้าพวกเขา (จีน) ยังคงดำเนินท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศเล็กๆ พวกเขาก็คงตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะจะก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีโดยเฉพาะเมื่อถูกประเทศใหญ่รังแก และแม้ว่าจีนจะไม่ต้องการให้สหรัฐแทรกแซง แต่การกระทำของจีนเองได้กลายเป็นตัวดึงดูดให้ประเทศเล็กต้องหันไปเรียกร้องสหรัฐให้เข้ามาช่วย”ซีแรม ชัวไล คณบดีจากจินดา สกูล ออฟ อินเตอร์เนชั่นแนล แอฟแฟร์ ในอินเดีย กล่าว
นอกจากนี้ ปมวิกฤตนี้ยังเสี่ยงที่จะทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจที่กำลังรุดหน้าไปได้สวย ถึงขนาดที่ทั้งสองฝ่ายเตรียมเปิดเจรจาเพื่อยกระดับข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกันให้เอื้อต่อการค้าการลงทุนให้มากขึ้น มีสิทธิต้องสะดุดล้มลงอีกด้วย
จึงนับเป็นปมปัญหาที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องเร่งแก้ เพราะมิเช่นนั้นแล้วในท้ายที่สุดจะทำให้ทุกฝ่ายมีแต่เสียประโยชน์







