posttoday
ให้คนแก่ซ่อมบ้าน

ให้คนแก่ซ่อมบ้าน

18 พฤษภาคม 2557

คบเด็กสร้างเรือนรื้อ รำคาญ วิ่งเล่นสนุกสนาน วุ่นว้า คบเฒ่าคบหัวล้าน ซ่อมบ้าน สร้างเมือง

คบเด็กสร้างเรือนรื้อ รำคาญ

วิ่งเล่นสนุกสนาน วุ่นว้า

คบเฒ่าคบหัวล้าน ซ่อมบ้าน สร้างเมือง

หยุงหยิงยิ่งชักช้า โย้เย้เถลไถล

เมื่อวันที่ กปปส.ทำบุญประเทศขับไล่เสนียดจัญไรในเย็นวันวิสาขะที่ผ่านมา ท่ามกลางฟ้าฝนโปรยปรายฉ่ำเย็นให้กับมวลมหาประชาชนที่เนืองแน่นเต็มถนนราชดำเนิน ตั้งแต่พระบรมรูปทรงม้าไปจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จากนั้นได้มีการผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยโดยวิทยากรหลายคน รวมทั้งกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประเด็นหลักที่พูดกันบนเวทีก็คือ การขอให้วุฒิสภาที่เพิ่งจะเลือกได้ประธานมาใหม่ๆ นั้น “ทำงานช่วยบ้านช่วยเมือง” เสียบ้าง

วุฒิสภาก็ดูเหมือนจะแสดงความกระตือรือร้น ออกหน้าทำหน้าที่อย่างแข็งขัน ไปรับฟังความเห็นของผู้คนกลุ่มต่างๆ ที่เป็นแกนหลักของบ้านเมือง ทั้งองค์กรอิสระ ศาล ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม ที่ประชุมอธิการบดี และกองทัพทั้งหลาย หัวข้อที่ไปรับฟังก็มี 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ ทางออกในวิกฤตปัญหาประเทศที่จะแก้ความขัดแย้งและไม่ให้เกิดความรุนแรงกับการหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ ร่วมกับการปฏิรูปประเทศ และการเลือกตั้ง

มีคนติฉินวุฒิสภาว่า ที่ต้องออกไปทำหน้าที่นี้เพราะถูก กปปส. “บีบบังคับ” เพราะท่าทีของสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ดูจะเอนเอียงไปสนองตอบต่อการเคลื่อนไหวของ กปปส. ที่ขณะนี้ต้องการให้มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยเร็ว ตั้งแต่ในวันที่เลือกประธานวุฒิสภา กปปส.ก็ได้ไปชุมนุมอยู่ข้างๆ รัฐสภา แล้ววันต่อมาเลขาธิการ กปปส.คือกำนันสุเทพก็ยังได้เข้าไปพบพูดคุยกับว่าที่ประธานวุฒิสภา (ที่เป็นว่าที่ฯ เพราะกำลังรอโปรดเกล้าฯ) อยู่กว่า 2 ชั่วโมง ขณะที่มวลชนก็ชุมนุมรอคำตอบอย่างเนืองแน่น ก่อนที่จะถอนตัวออกมาในวันรุ่งขึ้น

ให้คนแก่ซ่อมบ้าน

 

คำตอบที่ กปปส.ต้องการก็คือ “ช่วยเสนอนายกฯ คนใหม่ให้ประชาชนโดยเร็วได้ไหม” แต่ประชาชนอาจจะต้อง “ผิดหวัง” เพราะแม้จะมีการแถลงสรุปผลของการพบปะว่า ทุกกลุ่มก็ต้องการที่จะให้มีนายกฯ และรัฐบาลที่มี “อำนาจเต็ม” โดยเร็ว แต่ก็มีปัญหาอุปสรรคอยู่มาก ตั้งแต่ความสงสัยในสถานะของว่าที่ประธานวุฒิสภาที่ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ว่าจะทำหน้าที่นี้ได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่ ทั้งยังมีผู้คิดที่จะฟ้องร้องว่าการประชุมเลือกประธานวุฒิสภานั้นเป็นโมฆะ เนื่องจากในพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมวุฒิสภาในวาระพิเศษนี้ไม่ระบุให้กระทำได้

นอกจากนี้ ในการโหวตเลือกประธานวุฒิสภา แม้ว่าท่านว่าที่ประธานวุฒิสภา คือ คุณสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย จะมีคะแนนสนับสนุนถึง 96 เสียง แต่ก็ไม่ใช่เสียงสนับสนุนที่มั่นคงแข็งแรง แต่มีการร่ำลือว่ามีการต่อรองแลกเปลี่ยนหลายสิ่งหลายอย่าง จนมาถึงขณะที่เขียนบทความนี้ (เช้าศุกร์ที่ 16 พ.ค.) คะแนนสนับสนุนน่าจะเหลืออยู่ไม่ถึง 70 เสียง นั่นก็คือต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่มีอยู่จำนวน 150 คน ทั้งยังมีข่าวซุบซิบกันอีกว่า ขณะนี้คนใหญ่ ณ ดูไบ กำลังยื้อเวลาการประชุมไม่ให้มีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว เพื่อ “จัดซื้อจัดจ้าง” สว.บางคน

แต่อุปสรรคอันสำคัญคือ “ความกลัว”

ความกลัวนี้เป็นไปอย่างที่ภาษาลิเกเรียกว่า “กลัวตายเสียดายชีวิต” เพราะการตัดสินใจดำเนินการครั้งนี้จะมีผลมหาศาลต่อ “ระบอบทักษิณและตระกูลชิน” ทั้งนี้ได้มีข่าวตลอดเวลาว่าคนแดนไกลสั่งสู้เต็มที่ แม้ว่าจะแพ้มาหลายยก จนมาถึงยกท้ายๆ ที่น้องสาวต้องออกจากตำแหน่งนายกฯ โดยยกสุดท้ายจริงๆ ก็คือการที่จะต้องติดคุก ถูกยึดทรัพย์ หรือแม้กระทั่ง “เนรเทศ” ตรงนี้เองที่จะเป็น “อวสาน” ของระบอบทักษิณโดยสมบูรณ์

มีข่าวมาตลอดสองสัปดาห์นี้ว่า คนแดนไกลพยายาม “เงียบ” ไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ เพราะกลัวจะเสียกระบวนที่กำลัง “เจรจา” กับ “ผู้หลักผู้ใหญ่” จำนวนหนึ่ง เพื่อขอไม่ให้น้องสาวต้องติดคุก แต่ถ้ามีการตัดสินคดีถึงต้องจำคุกแล้ว ก็ขอ “เปิดช่อง” ให้น้องสาวได้ออกมาจากประเทศไทยโดยปลอดภัย เพราะทนอับอายที่จะให้คนในตระกูล “ตายคาคุก” ไม่ได้ ทั้งนี้รวมถึงคนในตระกูลชินวัตรคนอื่นๆ และนักการเมืองกับขี้ข้าในระบอบทักษิณจำนวนหนึ่งด้วย

ดังนั้น จึงมีหลายคนเข้าใจว่า คุณสุรชัยคงจะ “กลัว” ในเรื่องนี้อยู่มากเหมือนกัน คือต้องคาดหวังไปล่วงหน้าว่าจะประสบชะตากรรมอะไรบ้างหากตัดสินใจไปในเรื่องนี้ เพราะเบื้องต้นทราบว่าแกกลัว “หลุดจากตำแหน่ง” เพราะถูกขู่ด้วยข้อกฎหมายต่างๆ ในส่วนแรก ต่อมาก็คือถ้าไม่นำเสนอนายกฯ ตามแบบที่ กปปส. “ร้องขอ” ก็เสี่ยงต่อการอยู่มองหน้าคนไทยไม่ได้ แต่ที่กลัวที่สุดก็คือ “กลัวตายเสียดายชีวิต” จากความอาฆาตแค้นของ “หมาบ้า” และ “สุนัขจนตรอก”

โดยทั่วไปคนที่ถึงจุดสุดท้ายของชีวิต โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภา (ที่ในครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2490 เรียกว่า “พฤติสภา” แปลตรงๆ คือ “สภาคนแก่”) ก็ย่อมจะต้องคิดมากเป็นธรรมดา ไม่ต่างอะไรกับข้าราชการ “ผู้หลักผู้ใหญ่” ที่คงจะต้องปลุกใจกันพอสมควร อย่างบทกลอนที่ผู้เขียนได้เขียนในคืนวันวิสาขะ อันเป็นแรงบันดาลใจจากคำของท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จรัญ ภักดีธนากุล ที่ว่า “เมื่อกล้ารับเงินเดือนจากภาษีของชาวบ้าน ก็ต้องกล้าทำงานเพื่อพวกเขา”

ข้าราชการผู้ใหญ่ทั้งหลายเอ๋ย

หวังให้ท่านเปิดเผยอยู่ข้างไหน

จะอยู่ข้างมวลชนปวงคนไทย

หรือข้างคนจัญไรเป็นไข่ดัน

จากภาษีเหงื่อไคลไทยทั้งชาติ

ส่งท่านให้สู่อำนาจเสวยสวรรค์

เฝ้าหล่อเลี้ยงเพียงพ่อแม่แต่ในครรภ์

พอเติบใหญ่กลับหันไปซบมาร

จะ “ร่วมชั่ว” ให้ผู้คนด่าป่นปี้

หรือ “ร่วมดี” ทำบุญไว้ให้ลูกหลาน

เป็น “ตำหนิ” ให้เขาติด่าประจาน

หรือ “ตำนาน” ประดับไทยไปนิรันดร์ฯ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI