posttoday
ถ้าผมเป็นประธานสภาทูลเกล้าฯไปนานแล้ว

ถ้าผมเป็นประธานสภาทูลเกล้าฯไปนานแล้ว

18 พฤษภาคม 2557

พลิกประวัติศาสตร์การเมืองไทย 82 ปีประชาธิปไตย บทหนึ่งจารึกชื่อ อาทิตย์ อุไรรัตน์

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน, เจษฎา จี้สละ

พลิกประวัติศาสตร์การเมืองไทย 82 ปีประชาธิปไตย บทหนึ่งจารึกชื่อ อาทิตย์ อุไรรัตน์ ในฐานะผู้คลี่คลายวิกฤตการณ์

ช่วงปี 2535 หล่มโสโครกตระหง่านขวางกั้นเส้นทางประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อารมณ์ผู้คนเพรียกหานายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง

ฉายา “วีรบุรุษประชาธิปไตย” จึงก่อกำเนิดขึ้น ด้วยความกล้าโดยมิครั่นคร้ามอำนาจปืน สำนึกเพียงแสวงหาทางออกโดยปราศจากกลิ่นคาวเลือดและคราบน้ำตาของชาวไทย

ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร และรักษาการประธานรัฐสภา เขาเด็ดเดี่ยวพอที่จะเสนอชื่อของ อานันท์ ปันยารชุน ขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ท่ามกลางแรงบีบรัดจากเม็ดเงินมหาศาลและการกดดันจากอิทธิพลเถื่อน

แผ้วถางทางยังผลให้คนรุ่นหลังดำเนินต่อ... ในวันที่ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย แต่งชุดขาวรอเก้อ เป็นวันเดียวกับที่แสงสีขาวสว่างจ้าที่ปลายอุโมงค์

22 ปี เลยล่วงผ่านข้ามกาลแปรผัน ประชาธิปไตย 2557 ซวนเซเสียหลักไม่ผิดแผกแตกต่างจากครั้งเก่า

จะหนักกว่าตรงที่ความเกลียดชังร้าวลึกชนิดไม่เคยปรากฏ รังสีอำมหิตแผ่ปกคลุมไทยผู้รักสงบพร้อมห้ำหั่นกันในทุกวิถี

“โพสต์ทูเดย์” นัดสนทนากับ “อาทิตย์ อุไรรัตน์” ที่ชั้น 8 ตึกอธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิต หวังย้อนสถานการณ์ในอดีต เพื่อฉายภาพวิธีคิดตัดสินใจ นำไปสู่หนทางถอดสลักวิกฤตการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่โดยไม่เห็นจุดสิ้นสุด

“ผมคิดว่าเงื่อนไขทางการเมืองในขณะนี้เหมือนกับสมัยปี 2535 นะ แต่อาจลึกซึ้งและมีขอบเขตกว้างกว่า ซึ่งหากเรามองกันอย่างไม่เอาชนะหรือเอาแพ้กัน ผมว่ามันชัดเจนแล้วนะ” อาทิตย์ เริ่มต้นด้วยการวิพากษ์สถานการณ์

“ถามว่าตอนนี้มีรัฐบาลอยู่ไหม เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ตัดสินแล้ว ไม่รู้คนอื่นคิดอย่างไร แต่ผมว่ารัฐบาลไปหมดแล้ว การรักษาการก็เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีบทบัญญัติใดให้ทำได้ นั่นเพราะนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ กฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องรักษาการไปจนกว่ามีรัฐบาลใหม่”

“ขั้นตอนก็คือเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วต้องเปิดสภาให้ได้ภายใน 30 วัน แต่นี่ก็เปิดสภาไม่ได้ และยังเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ภายใน 30 วันด้วย ฉะนั้นทุกอย่างต้องจบลงตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมาแล้ว ที่สำคัญคือไม่มีบทบัญญัติข้อใดระบุว่าหลังจากนี้ต้องทำอย่างไร ให้รักษาการต่อไปได้อีกหรือไม่ และใครจะมาเป็นผู้รักษาการ”

“หากเรายึดตามรัฐธรรมนูญคือนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็รักษาการไม่ได้เมื่อไม่ได้ก็เท่ากับไม่มีรัฐบาลแล้ว ยิ่งคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.ก็ยิ่งชัดว่าไม่มีรัฐบาล แต่ถ้ายังดันทุรังเป็นศรีธนญชัยอยู่อย่างนี้มันคงไม่มีทางออก”

อาจารย์อาทิตย์ตีความต่อไปว่า หากพิจารณาบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญจะพบว่ามีการเปิดช่องเอาไว้ คือ เมื่อไม่มีฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติเหลือเพียงวุฒิสภาเท่านั้น วุฒิสภาก็อยู่ในฐานะรักษาการรัฐสภา ซึ่งประธานก็ทำหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภา ถือเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ที่จะพิจารณาเสนอแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้

“มันยังมีทางออกในมาตรา 3 และมาตรา 7 โดยมาตรา 3 อำนาจเป็นของปวงชน มาตรา 7 คือ หากไม่มีบทบัญญัติในเรื่องใด ให้ใช้ตามประเพณีปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นี่คือประเด็นหลักๆ ฉะนั้นคนที่ดำเนินการได้ทันทีคือ คุณสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รักษาการประธานรัฐสภา”

หมายความว่าเดินหน้าตั้งนายกรัฐมนตรีได้ทันที? อดีตรักษาการประธานรัฐสภารายนี้ยืนยันชัดว่า สามารถทำได้ทันทีโดยที่ไม่จำเป็นต้องไปปรึกษาวุฒิสภาด้วย เพราะวุฒิสภาไม่ได้มีหน้าที่ในเรื่องนี้ แต่หากจะปรึกษาเพื่อขอความคิดเห็นสามารถกระทำได้ เพียงแต่ไม่ใช่ไปปรึกษาเพราะอำนาจทางกฎหมาย หรือด้วยการตีความว่าเมื่อไม่มีสภาผู้แทนราษฎรแล้วจึงต้องปรึกษาวุฒิสภา

“หลักการที่ถูกต้องคือประเทศจะเป็นสุญญากาศแม้แต่วินาทีเดียวไม่ได้ อย่างที่สหรัฐอเมริกาเมื่อประธานาธิบดีเคเนดีถูกยิงตายที่ดัลลัส เทกซัส รองประธานาธิบดีจอห์นสันก็ต้องปฏิญาณตนบนเครื่องบินทันที มันไม่มีการลากไปเรื่อยๆ ได้ ดังนั้น เมื่อยอมรับกันว่าประเทศเราเป็นสุญญากาศแล้วก็ต้องมีการตั้งนายกรัฐมนตรีขึ้นมาทันที”

อาจารย์อาทิตย์อธิบายว่า คนที่ทำได้ตอนนี้คือองค์รัฏฐาธิปัตย์ อันดับแรกคือ สุรชัย ในฐานะรักษาการประธานรัฐสภา แต่ถ้าจะทำให้สวยขึ้น คือในฐานะที่เขาได้รับเลือกเป็นว่าที่ประธานวุฒิสภาแล้ว แต่ยังมีข้อถกเถียงกันว่ายังไม่ได้เป็นตัวจริงเพราะไม่ได้มีการโปรดเกล้าฯ ถามว่าแล้วใครจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ก็ตัวของสุรชัยนั่นแหละที่รับสนองได้

“เขาเป็นรักษาการประธานรัฐสภาก็มีการเลือกตั้ง จะแต่งตั้งประธานวุฒิสภาใหม่ก็ต้องทูลเกล้าฯ เสนอ เขาเป็นผู้เสนอได้แล้ว และก็รับสนองเองได้ แต่บังเอิญมันเป็นคนเดียวกัน เป็นคุณสุรชัยเหมือนกัน ก็ไม่เห็นเป็นไร คุณสุรชัยในฐานะรองประธานวุฒิสภา รักษาการประธานรัฐสภา รับสนองพระราชโองการแต่งตั้งประธานวุฒิสภาคนใหม่ ชื่อคุณสุรชัยก็ได้ ไม่เห็นต้องมาเถียงกันเลยว่าต้องให้คุณนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เป็นผู้ทูลเกล้าฯ หรือไม่”

การตั้งนายกรัฐมนตรีจากองค์รัฏฐาธิปัตย์คือทางออกเดียว? อาทิตย์ ตอบสวนคำ “เป็นทางออกเดียวแต่ไม่ใช่เดี่ยว” ก่อนจะขยายความว่า องค์รัฏฐาธิปัตย์แรกที่เหลืออยู่คือสุรชัยสามารถทำได้เลย เสนอได้เลยว่าจะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนเรื่องจะถูกใจใครหรือรับฟังความคิดเห็นใครมันเป็นเรื่องศิลปะ แต่ไม่ใช่ไปโหวตกันมาหรือออกประชามติว่าจะเลือกใคร แบบนั้นมันก็วุ่นวายไปหมด สรุปคือเขาทำได้ทันที หรืออยากจะให้เป็นประธานวุฒิสภาตัวจริงก่อนก็ให้รีบเสนอตัวเอง วันเดียวก็จบ มันทำได้ แต่ทำไมไม่ทำ

“หรือแม้แต่ตัวของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. ซึ่งในอดีตยังไม่เคยเกิดขึ้น ถามว่าเขามีสิทธิอะไรที่จะเสนอนายกรัฐมนตรี เขามีอำนาจหรือ ก็เขาเป็นเลขาธิการ กปปส.ไง แล้ว กปปส.คือใคร ก็คือมวลมหาประชาชน แล้วแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็พิสูจน์ทราบมาแล้วจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยดูจากจำนวนผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ ถามว่ายอมรับได้ไหม คือมันไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมายเป๊ะๆ แต่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์แล้วว่านี่คือมวลมหาประชาชนจริงๆ”

“ฉะนั้นคนที่เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์อีกคนหนึ่งก็คือ กปปส. คุณสุเทพก็สามารถทำได้ทันที แต่ถามว่าเขาจะกล้าทำหรือไม่ ไม่รู้ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ไหนคุณบอกว่าปฏิวัติประชาชนนี่คือวิธีการปฏิวัติประชาชนไง แล้วคุณจะไปเรียกร้องให้ทหารออกมาทำไม”

เป็นไปได้จริงตามหลักปฏิบัติที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือ? อาทิตย์ บอกว่า ข้อเสนอเหล่านี้เป็นไปได้ทั้งเชิงนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ และข้อกังวลว่าเมื่อกราบบังคมทูลไปแล้วจะระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ต้องเข้าใจว่าประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระประมุขท่านวินิจฉัยได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านจะลงมาก้าวล่วง

“นี่ไม่ใช่สมัยกรุงศรีอยุธยาที่ยิงปืนใหญ่แล้วจะระคายเคืองพระสนม ไม่ใช่ เมื่อมีความจำเป็นที่สุด เป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติแล้วจำเป็นต้องกราบบังคมทูล ขอพระราชอำนาจตามมาตรานี้ จะกลัวอะไร”

สิ่งที่สุรชัยต้องทำหลังจากนี้? ... “หลังจากฟังความเห็นมาแล้ว เขาต้องการนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากพรรคการเมือง ท่านก็เสนอเลย อย่างที่ผมเคยเสนอคุณอานันท์ ปันยารชุน ถามว่าผมต้องไปดูไหมว่าฝ่ายนั้นจะโกรธไหม ฝ่ายนั้นจะไม่ชอบใจไหม เมื่อคุณทำแล้วประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าอย่างไร ถ้าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน แล้วพวกที่ไม่เห็นด้วยว่าอย่างไร จะโกรธผมเกลียดผม แต่เขาต้องยอมรับ เพราะสิ่งที่เขาต้องการเห็น ต้องการสนับสนุนมันเป็นผลประโยชน์ของเขา แต่ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประเทศ”

“ถ้าวันนี้ผมอยู่ในตำแหน่งในฐานะของคุณสุรชัย ผมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไปแล้ว” คือความชัดเจนของผู้ถูกขนานนามให้เป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI