
รัฐหนุนใช้กฎอัยการศึก
โฆษก กอ.รมน. ยันทหารพร้อมใช้กฎอัยการศึก หากเกิดการเผชิญหน้า
โฆษก กอ.รมน. ยันทหารพร้อมใช้กฎอัยการศึก หากเกิดการเผชิญหน้า ก่อจลาจล มีการใช้อาวุธสงครามถล่มประชาชน
พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยว่า การออกแถลงการณ์ของผู้บัญชาการทหารบกเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่จะนำทหารออกมาปฏิบัติการเต็มรูปแบบหากเกิดความรุนแรง เป็นการคาดการณ์ว่าหากสถานการณ์พัฒนาไปถึงจุดนั้น ส่วนจะเป็นรูปแบบใดก็เป็นไปตามกฎหมายที่สูงสุดในการรักษาความมั่นคง ซึ่งก็คือ กฎหมายอัยการศึก ซึ่งหวังว่าเหตุการณ์จะไม่มีการพัฒนาไปถึงจุดนั้น ทั้งนี้ กอ.รมน.มีความเป็นห่วงกับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประชาชนทุกกลุ่ม และคนที่กระทำความผิดก็จะต้องถูกดำเนินคดี
โฆษก กอ.รมน. กล่าวว่า ผู้ที่มีอำนาจบังคับใช้กฎอัยการศึกที่ระบุไว้ในมาตรา 4 และ 7 คือผู้บังคับหน่วยขึ้นไป โดยสามารถประกาศใช้ใน 2 กรณี คือ จากฝ่ายบริหาร คือ รัฐบาล และจากฝ่ายทหาร หากเกิดจลาจล โดยกำหนดพื้นที่และระยะเวลา อีกทั้งเมื่อประกาศแล้วต้องรายงานตามสายการบังคับบัญชา ส่วนการยกเลิกก็จะต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมา ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่ ผบ.ทบ.ได้แถลงการณ์ไป ถือเป็นการแจ้งเตือนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนภายใต้กรอบของกฎหมาย และไม่ได้เป็นการชี้นำอย่างใดอย่างหนึ่ง
พ.อ.บรรพต กล่าวว่า สถานการณ์ก่อนที่จะมีการประกาศกฎอัยการศึก จะต้องเกิดการใช้อาวุธสงครามเป็นจำนวนมากและเป็นไปอย่างแพร่หลายในหลายพื้นที่ จนทำให้ประชาชนบาดเจ็บเสียชีวิต และหากมีการประกาศใช้ทหารจะมีอำนาจเหนือกว่าข้าราชการพลเรือน สามารถให้หน่วยงานอื่นๆ ปฏิบัติตามได้ แต่ประเมินสถานการณ์ขณะนี้แล้วยังไม่ถึงขั้นนั้น เพียงแค่ พ.ร.บ.ความมั่นคงถือว่าเพียงพอแล้ว
“ศอ.รส.ต้องบังคับใช้กฎหมายกับทุกกลุ่มทุกฝ่าย โดยเฉพาะการมีกลุ่มคนที่ลอบทำร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมในยามวิกาล ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ ศอ.รส.ต้องแก้ไข และเข้าไปบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้สังคมเกิดความเท่าเทียมกัน” โฆษก กอ.รมน. กล่าว
เมื่อถามว่า หากสถานการณ์รุนแรงเกินกว่ากฎอัยการศึกจะนำไปสู่การรัฐประหารเลยหรือไม่ พ.อ.บรรพต กล่าวว่า กฎอัยการศึกถือเป็นยาแรงและไม่เกี่ยวกับการรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าการดำเนินการของ ผบ.ทบ.อยู่ในกรอบของกฎหมาย
สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ประธานที่ปรึกษา ศอ.รส. กล่าวว่า ที่ผ่านมามีความพยายามดึงทหารออกมาแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง แต่ ผบ.เหล่าทัพพูดชัดเจนว่าจะไม่ปฏิวัติแน่นอน แต่อาจมาคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง โดยอาจเป็นการประกาศกฎอัยการศึก ไม่ได้เป็นการปฏิวัติ ซึ่งกฎอัยการศึกเป็นมาตรการสูงสุดที่จะก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย เชื่อว่าเหล่าทัพน่าจะมีการเตรียมการไว้แล้ว และเมื่อมีการประกาศกฎอัยการศึกก็จะเป็นหน้าที่ของฝ่ายทหารที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดความสงบ ศอ.รส.คงไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง และเชื่อว่าถ้ามีการประกาศกฎอัยการศึกทั้งประเทศ ก็จะสามารถจัดการเลือกตั้งได้
สุรพงษ์ กล่าวว่า ศอ.รส.ยังคงติดตามสถานการณ์การชุมนุมอย่างต่อเนื่อง และได้เตรียมพร้อมรับมือการยกระดับการชุมนุมใหญ่ของ กปปส.ในวันที่ 1719 พ.ค.นี้ไว้แล้ว ส่วนการสรรหานายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 และการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจที่สมาชิกวุฒิสภาดำเนินการอยู่นั้น เชื่อว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ อีกทั้ง สว.ที่ออกมาเคลื่อนไหว เป็น สว.สรรหา ที่มาจากองค์กรอิสระ ไม่ใช่ตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง และเชื่อว่าหากเกิดนายกฯ ตามมาตรา 7 ประชาชนที่ไม่ยอมรับจะออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งจะทำให้สถานการณ์รุนแรงมากขึ้น
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้อำนวยการ ศอ.รส. กล่าวว่า หากเหตุการณ์บานปลายก็ไม่คัดค้านที่ทหารจะประกาศใช้กฎอัยการศึก







